หน้าแรก
ข่าวประจำวัน
แจกเงินไร่ละพันส่อบาน พบชาวไร่อ้อย-ข้าวโพดสวมสิทธิ์(27 ต.ค.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Monday, 27 October 2014

แจกเงินไร่ละพันส่อบาน พบชาวไร่อ้อย-ข้าวโพดสวมสิทธิ์(27 ต.ค.57)

     นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยถึงการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ว่า ขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ได้ส่งรายชื่อเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกข้าวทั้งหมดมายังศูนย์อำนวยการต่อต้านทุจริตแห่งชาติแล้ว โดยสัปดาห์หน้า จะนัดประชุมเพื่อแบ่งพื้นที่การตรวจสอบ โดยวางแนวทางให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และป.ป.ท. แยกความรับผิดชอบในการตรวจสอบเป็นรายจังหวัด เน้นลงไปตามสาขาของธ.ก.ส. เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและไม่ซ้ำซ้อน

     ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการทุจริตฯ จะเข้าไปตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว เนื่องจากที่ผ่านมาพบข้อมูลการขึ้นทะเบียนอันเป็นเท็จ นำเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย หรือปลูกข้าวโพดมาขึ้นทะเบียนชาวนา เพื่อให้มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือในโครงการของรัฐ โดยเป็นการใช้สิทธิ์ซ้ำซ้อนที่ยากต่อการตรวจสอบ เพราะข้อมูลเหล่านี้กระจายความรับผิดชอบอยู่ในหลายหน่วยงานที่ไม่เชื่อมต่อกัน หลังจากนี้จึงจำเป็นต้องตรวจสอบ และจัดทำเป็นฐานข้อมูลเกษตรกรที่ชัดเจนระหว่างชาวนา ชาวไร่ และชาวสวน จากนั้นนำจำนวนที่ดินพร้อมพิกัดที่ตั้งทาบลงไปในระวางภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศ โดยผู้ที่ขึ้นทะเบียนเท็จ จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ล่าสุดศูนย์ต่อต้านการทุจริตฯได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ตรวจสอบฐานข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

     แหล่งข่าวจากศูนย์ต่อต้านการทุจริตฯ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวใน จ.อุบลฯ เนื่องจากได้รับแจ้งจากสายข่าวในพื้นที่ว่า มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนที่นาปลูกข้าวส่อไปในทางผิดปกติ ซึ่งได้รับแจ้งว่าเป็นที่นาเกิดใหม่ จึงประสานให้เกษตรอำเภอ และเกษตรตำบลเข้าไปตรวจสอบแปลงนาทุกพื้นที่ โดยศูนย์ต่อต้านการทุจริตฯจะลงพื้นที่ตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัดว่ารัฐบาลมีนโยบายให้ตรวจพื้นที่จริงเพื่อให้เกิดความรอบคอบ เพราะไม่ต้องเร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือจนเกิดปัญหาทุจริต

     ที่ผ่านมา พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กำชับให้ศูนย์ต่อต้านการทุจริตฯ ตรวจสอบโครงการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาให้เป็นโครงการนำร่องในการปราบปรามการทุจริตในโครงการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยกลุ่มต่างๆ โดยตั้งเป้าตรวจสอบไปที่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนชาวนา ตามที่ไดรับข้อมูลจากสตง. ว่า มีการทุจริตในขั้นตอนการจดทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยนำเกษตรกรกลุ่มอื่นมาสวมสิทธิเป็นชาวนา จนทำให้จำนวนที่นาตามทะเบียนการจ่ายเงินช่วยเหลือ ไม่สอดคล้องกับพื้นที่ปลูกข้าวของประเทศ

     อ้างตรวจโกงข้าวติดปัญหาดีเอ็นเอ

     ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ กล่าวถึงความคืบหน้า การตรวจสอบคุณภาพข้าวว่า แม้การสำรวจปริมาณข้าวคงเหลือเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ปรากฏว่า ยังติดเรื่องการตรวจดีเอ็นเอข้าว ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กำลังเร่งตรวจสอบอยู่

     ดังนั้นที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว จึงเห็นว่า ยังไม่ควรแถลงผลการตรวจสอบข้าวคงเหลืออย่างเป็นทางการ เพราะผลตรวจด้านปริมาณคงไม่เพียงพอ แต่อยากให้มีการตรวจดีเอ็นเอข้าวเสร็จสมบูรณ์ก่อน ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกช่วงหนึ่ง ยังไม่ทราบกรอบเวลาที่แน่นอน เพราะต้องอาศัยความรอบคอบ ถี่ถ้วน และเมื่อผลตรวจดีเอ็นเอออกมาชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ จะระบายข้าวออกไปได้อย่างสบายใจ

     ม.ล.ปนัดดา กล่าวด้วยว่า ความสำคัญของการตรวจดีเอ็นเอข้าว เพื่อยืนยันว่า ข้าวเหล่านี้มาจากไทย หรือนำมาจากต่างประเทศ ซึ่งฝ่ายที่ดำเนินการตรวจดีเอ็นเอข้าว จะเร่งทำให้เสร็จโดยเร็ว เพราะทราบว่ามีผู้ที่รอฟังผลการตรวจสอบ แต่นายกรัฐมนตรีต้องการให้เกิดความสมบูรณ์ครบถ้วน

     เมื่อถามว่า การที่ยังต้องรอผลตรวจสอบส่วนที่เหลืออยู่ จะส่งผลให้การระบายข้าว และการส่งข้าวขายให้กับต่างประเทศยิ่งล่าช้าออกไปอีกหรือไม่ ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า นี่เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรี กังวล และได้หารือกันมาก ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการแต่ก็ต้องมีความถูกต้อง รอบคอบด้วย(ผู้จัดการ 26102557)

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 28 October 2014 )
"คอฟโก้"เล่นแง่บีบราคาข้าวไทยอ้างไม่ตรงสเป็ก(27 ต.ค.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Monday, 27 October 2014

"คอฟโก้"เล่นแง่บีบราคาข้าวไทยอ้างไม่ตรงสเป็ก(27 ต.ค.57)

     พาณิชย์ ตั้งทีมเร่งหารือคอฟโก้ แก้เกมรัฐวิสาหกิจจีนตีกลับข้าวจีทูจีไทย อ้างผู้ส่งออกส่งข้าวให้ไม่ตรงสเป็ก 1,500 ตัน เอกชนควง CCIC ชูใบรับรองมาตรฐานแก้เกม นบข.เคาะมาตรการจำนำยุ้งฉาง หวังดันราคาข้าวเปลือกนาปี 57/58

     จากกรณีที่ไทยได้ทำสัญญาขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ให้คอฟโก้(COFCO) รัฐวิสาหกิจจีน 1 ล้านตัน มีกำหนดส่งมอบและตกลงราคาคราวละ 100,000 ตัน จนถึงขณะนี้ส่งมอบข้าวลอตที่ 1 ไปแล้วในเดือนเมษายน 2557 และอยู่ระหว่างส่งมอบลอตที่ 2 โดยทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้จัดสรรให้ผู้ส่งออก 30-40 ราย ตามประวัติการส่งออกเป็นผู้ส่งมอบโดยมีเงื่อนไขว่า แต่ละรายต้องกระจายส่งมอบไปยังมณฑลต่าง ๆ ตามสัญญาระบุว่าหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานของจีนหรือ CCIC เป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานเสร็จสิ้นตั้งแต่ต้นทาง

     แต่ปรากฏว่าเมื่อส่งลอต 2 ไปประมาณ 50,000 ตัน เกิดปัญหาผู้นำเข้าจีนในพอร์ตสือโขว่ กว่างโจว ซึ่งเป็นบริษัทลูกค้าที่รับซื้อข้าวต่อจาก COFCO ไม่ยอมรับข้าวไทย อ้างว่าผู้ส่งออกไทย 4 รายส่งออกข้าวผิดสเป็ก เพราะส่งมอบข้าวสารที่มีส่วนผสมของข้าวเก่ามากกว่าที่ตกลงกันไว้ ปริมาณรวม 60 ตู้คอนเทนเนอร์ ประมาณ 1,500 ตัน

     แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ในเร็ว ๆ นี้จะเชิญบริษัทคอฟโก้มาหารือทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการส่งออกข้าวตามสัญญา G to G ภายหลังจากที่มีการทยอยส่งมอบข้าวสารลอต 2 เกิดปัญหา แต่จากการสอบถามไปยังผู้ส่งออกที่ส่งมอบข้าว คาดว่าสาเหตุจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างผู้ส่งออกกับผู้นำเข้าประกอบกับเกิดจากสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวลดลง หลังจากปากีสถานเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวทำให้ราคาเอฟ.โอ.บี. ข้าวขาวปากีสถานลดลงตันละ 430 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าราคาที่ไทยตกลงขายไว้ในสัญญากับ COFCO ตันละ 450 เหรียญสหรัฐ ซึ่งราคาดังกล่าวเป็นราคาขายส่ง เมื่อคิดเป็นราคาขายปลีกคิดเป็นตันละ 500 เหรียญสหรัฐ ทำให้ผู้นำเข้าในมณฑลไม่พอใจ

     "ผู้ส่งออกไทยได้เดินทางพร้อมกับ CCIC ไปชี้แจง ทาง CCIC รับตัวอย่างข้าวดังกล่าวมาตรวจสอบและให้การรับรองคุณภาพข้าวลอตดังกล่าวว่าไม่มีปัญหา ทำให้สามารถส่งมอบข้าวได้ตามปกติ ไทยยืนยันว่าผู้ส่งออกไทยได้รับการคัดเลือกจาก COFCO และมีประวัติส่งข้าวไปจีนจึงสามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐานของจีนได้ ส่วนกรณีราคาข้าวไทยสูงกว่าประเทศอื่นเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากข้าวไทยมีคุณภาพสูงและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ลูกค้าต่างประเทศยอมรับในมาตรฐานข้าวไทย ไทยยินดีดูแลลูกค้าอยู่แล้ว แต่การแก้ไขต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อการส่งมอบข้าวลอตที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายนนี้"

     ทั้งนี้ แนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับการส่งมอบข้าวลอตที่เหลืออีก 700,000 ตันนั้นทางกรมการค้าต่างประเทศจะต้องกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนร่วมกับ CCIC เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะนี้อีกที่จะส่งมอบในปี 2558

     "ปัญหาเรื่องการจัดสรรโควตาของคอฟโก้ให้กับผู้นำเข้าจีนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในปี"58 เพราะที่ผ่านมามีการซื้อขายโควตาในราคาสูงตันละ 500-600 หยวน คอฟโก้แบ่งโควตาน้อยลงและเป็นผู้นำเข้าเอง โดยเปิดใบ P/O มาให้ไทยส่งให้ผู้นำเข้า(ลูกค้าของคอฟโก้) จึงถูกผู้ซื้อบีบให้จิ้มเลือกผู้ส่งออกไทยที่ได้รับการรับรอง ขึ้นอยู่กับกรมว่าจะยอมหรือไม่ ในการหารือระหว่างกรมกับคอฟโก้ครั้งนี้ หากกรมรับข้อเสนอคอฟโก้ต้องตัดสินใจว่าจะให้ใครเป็นผู้ส่งออก แต่กรมจะลำบาก เพราะจะตอบสังคมไม่ได้ว่าทำไมต้องล็อกว่าเป็นรายไหนทางคอฟโก้ก็อยากปลดภาระเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดแต่ต้องทนรับแรงกดดันจากลูกค้าตัวเองขอให้เลือกผู้ส่งออกที่ไทยมีแบรนด์และทำการค้ากับพวกเขาอยู่แล้ว"

     นบข.เคาะยกระดับราคาข้าว

     นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พิจารณามาตรการยกระดับราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2557/2558 โดยขยายวงเงินรับจำนำยุ้งฉางจาก 80% เป็น 90% ของราคาเป้าหมายหรือข้าวหอมมะลิตันละ 15,400 บาท ข้าวเหนียวตันละ11,700 บาท รายละไม่เกิน 300,000 บาท โดยกำหนดให้ชาวนาขึ้นทะเบียนกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบและต้องมีผู้ค้ำประกัน 3 คน ระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 เดือนนับจากพฤศจิกายน 2557-กุมภาพันธ์ 2558 พร้อมอนุมัติมาตรการสินเชื่อช่วยสภาพคล่องชาวนา โดยให้เงินกู้รายละ 2,000 บาท/ไร่ จากสถาบันการเงินในอัตราดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 2 เดือนนับจากพฤศจิกายน 2557

     ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ในฐานะที่ปรึกษา นบข. กล่าวว่า การอนุมัติให้มีการจำนำยุ้งฉาง จะช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกินออกจากตลาดประมาณ 1-2 ล้านตัน จากผลผลิต 6-7 ล้านตันข้าวเปลือก เป็นการดันให้ราคาข้าวหอมมะลิขยับใกล้กับเป้าหมายตันละ 16,000 บาทต่อตัน และข้าวเหนียวตันละ 13,000 บาท แต่วิธีการนี้จะใช้ได้กับข้าว 2 ชนิดเท่านั้น เพราะมีเพียงชาวนาทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมียุ้งฉางเป็นของตัวเอง

      ส่วนการยกระดับราคาข้าวขาว ที่ประชุมหารือโดยเน้นให้มีการเร่งระบายข้าวให้ได้มากที่สุด ก่อนหน้านี้ได้มีการดำเนินการระบายข้าวไปบ้างแล้ว โดยขณะนี้รอว่าทางรัฐบาลฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลข้าวอีกหรือไม่ ถ้าหากไทยมีการเร่งระบายข้าวออกมาได้ เชื่อว่าข้าวเปลือกจะขยับราคาดีขึ้น สำหรับราคาข้าวขาวปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 บาทต่อตัน และแนวโน้มจะขยับขึ้นอยู่ที่ 8,500 บาทต่อตันได้

     "ในส่วนของผู้ส่งออก เราเสนอให้จับคู่ซื้อข้าวหอมมะลิ โดยจะช่วยดึงซัพพลายอีก 1 แสนตัน ราคาตันละ 29,000 บาท ให้โรงสีไปซื้อข้าวเปลือกได้ตันละ 15,000 บาท แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะมีการจ่ายชดเชยให้ผู้ส่งออกกรณีราคาข้าวลงได้หรือไม่ และจะจ่ายเป็นเงินหรือเป็นข้าวเก่าในสต๊อก" ร.ต.ท.เจริญกล่าวและว่า ในสัปดาห์หน้าทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวจะนำคณะเดินทางไปสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะประชุมร่วมกับผู้ประกอบการโรงสี จ.อุบลราชธานี และ จ.ขอนแก่น เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตข้าว ซึ่งคาดว่าจะลดผลผลิตในช่วงนาปรังรอบแรกปี 2558 ที่จะเริ่มปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมนี้ลดลง

     ตั้งบอร์ดเอเฟตใหม่เล็งระบายข้าว

     นายประยุทธ ศิริสวัสดิ์พิพัฒน์ รักษาการเลขาธิการ คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (ก.ส.ล.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ก.ส.ล.ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน พิจารณาแต่งตั้งกรรมการตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าชุดใหม่ 5 คนประกอบด้วย ดร.ชัยพัฒน์ สหัสกุล, นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน, ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล, นายสุภาพ วงศ์เกียรติขจร และนายเสรี เด่นวรลักษณ์ โดยให้มีผลวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 พร้อมทั้งเสนอแนวทางระบายข้าวผ่านเอเฟตระยะสั้น และปรับปรุงวิธีการคำนวณราคายุติสุดท้าย และจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลการผลิตและการค้าข้าว นอกจากนี้ยังเตรียมปรับลดค่าธรรมเนียมการซื้อขายด้วย(ประชาชาติธุรกิจ 27102557)

กรมชลฯจ้างชาวนาขุดลอกคลอง กปน.เตือนคนกรุงประหยัดน้ำรับมือภัยแล้งหนัก(27 ต.ค.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Monday, 27 October 2014

กรมชลฯจ้างชาวนาขุดลอกคลอง กปน.เตือนคนกรุงประหยัดน้ำรับมือภัยแล้งหนัก(27 ต.ค.57)

     กรมชลประทานโหมโรงจ้างชาวนาซ่อมแซมระบบชลประทาน ทดแทนทำนาปรังในช่วงฤดูแล้ง ดีเดย์ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 1 พ.ย.นี้ ขณะที่ กปน.ออกโรงย้ำปีนี้น้ำแล้งหนัก วอนประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด

     นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงนโยบายการจ้างเกษตรกรซ่อมแซมระบบชลประทานทดแทนการทำนาในช่วงฤดูแล้งว่า จะเริ่มดำเนินการจ้างงานในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2557 เป็นต้นไป ส่วนลุ่มน้ำแม่กลองจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ม.ค. 2558 เบื้องต้นตั้งเป้าให้ครอบคลุม 2 แสนครัวเรือน และไม่จำกัด

     จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในแต่ละครัวเรือน เนื่องจากจะมีงานมากกว่าจำนวนคนที่เข้าร่วมโครงการ โดยจะเน้นปรับปรุงซ่อมแซมมากกว่าการสร้างใหม่ ทั้ง 2 ลุ่มน้ำนี้ใช้งบประมาณ 1,467.19 ล้านบาท

     ทั้งนี้ คุณสมบัติเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนั้นจะต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีครัวเรือนกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานในเขตที่ประกาศงดส่งน้ำเป็นอันดับแรก หากแรงงานไม่เพียงพอจึงจะว่าจ้างเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเน้นเกษตรกรที่มีทักษะฝีมือเป็นหลัก

     ขณะที่เกษตรกรที่ไม่มีทักษะจะว่าจ้างในงานที่ใช้ฝีมือไม่มาก และจะจ้างจนงานแล้วเสร็จ โดยจ่ายเงินให้เป็นงวด 2 สัปดาห์/ครั้งหรือเดือนละครั้ง ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการนั้นขึ้นอยู่กับเนื้องานเป็นหลัก ยังไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน สำหรับการติดตามผลจะมีการทำรายงานผลการปฏิบัติการทุกเดือน

     นอกจากนี้ยังได้ขยายพื้นที่จ้างงานเพิ่มเติมนอกเหนือจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลอง ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธาราจังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา และเขื่อนหนองหวาย จังหวัดขอนแก่น ซึ่งรับน้ำต้นทุนมาจากเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

     อย่างไรก็ตาม การจ้างแรงงานดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการในส่วนของกรมชลประทานเท่านั้น หน่วยงานอื่น ๆ อาทิ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตร ก็มีมาตรการเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรเช่นกัน เช่น การฝึกอาชีพในภาคเกษตร การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วแก่เกษตรกรในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ การอบรมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านปศุสัตว์ หรือการสนับสนุนให้ปลูกพืชสดในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ เป็นต้น

     ด้านนายธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ

เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังมีน้ำดื่มน้ำใช้พอเพียง แต่ขอความร่วมมือประชาชนใช้น้ำประปาอย่างประหยัดและเตรียมถังเก็บน้ำสำรอง เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักเหลือน้อยกว่าปกติ ได้แก่ เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์คงเหลือเพียง 30-40% ของความจุ จากปกติควรอยู่ที่ 60% เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และแควน้อยเหลือน้ำในเขื่อนที่จะจ่ายลงมาได้เพียงเล็กน้อย ซึ่งจะมีผลต่อการผลิตน้ำประปาและการปล่อยน้ำจากเขื่อนเพื่อไล่น้ำเค็มที่หนุนสูงเป็นช่วง ๆ

     ล่าสุด กปน.ตั้งศูนย์ดูแลภัยแล้งและคุณภาพน้ำขึ้น ปัจจุบันกำลังเฝ้าติดตามค่าระดับความเค็มของแหล่งน้ำดิบ หากน้ำดิบเค็มขึ้นบวกกับปริมาณน้ำจากเขื่อนที่จ่ายลงมาเหลือน้อยลงอาจต้องลดกำลังผลิตน้ำประปาช่วงตอนกลางคืน จะมีผลให้น้ำประปาไหลอ่อนลง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ค่าความเค็มของน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ปกติคือ 0.2 กรัมต่อลิตร(ประชาชาติธุรกิจ 27102557)

ก.พาณิชย์เตรียมเสนอมาตรการช่วยชาวนา รับซื้อข้าวราคาสูงกว่าตลาด(27 ต.ค.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Monday, 27 October 2014

ก.พาณิชย์เตรียมเสนอมาตรการช่วยชาวนา รับซื้อข้าวราคาสูงกว่าตลาด(27 ต.ค.57)

     พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ในช่วงบ่ายวันนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์จะเสนอมาตรการให้โรงสีรับซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด 100-200 บาทต่อตัน และนำไปเก็บไว้ในคลังของโรงสี โดยรัฐจะชดเชยดอกเบี้ยให้โรงสีร้อยละ 3 และจะเสนอมาตรการให้เกษตรกรเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง เพื่อชะลอการขายไว้ช่วงเวลาที่เหมาะสม คาดจะสามารถดึงข้าวออกจากตลาดได้มากกว่า 1 ล้านตัน

     ทั้ง ธ.ก.ส. จะให้วงเงินสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย เป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งจะเก็บดอกเบี้ยตามปกติในเดือนที่ 5 รวมทั้งจะเสนอขยายมาตรการช่วยเหลือชาวนาและพยุงราคาข้าว โดยขยายสินเชื่อวงเงินกู้จากเดิมร้อยละ 80 เป็นร้อยละ 90 ของมูลค่าข่าว ส่วนมาตรการยกระดับข้าวเปลือกหอมมะลินาปี ปีการผลิต 2557/ 2558 คาดอาจมีการเสนอให้ตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวเปลือก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาให้เป็นไปตามเป้าหมาย ตันละ 15,000-16,000 บาท(ประชาชาติธุรกิจ 24102557)

นักวิเคราะห์ตลาดหุ้นงงทำไมรัฐบาลยังนับสต๊อกข้าวไม่เสร็จ(27 ต.ค.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Monday, 27 October 2014

นักวิเคราะห์ตลาดหุ้นงงทำไมรัฐบาลยังนับสต๊อกข้าวไม่เสร็จ(27 ต.ค.57)

     นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala วันที่ 27 ตุลาคมว่า บัญชีข้าวฉาวโฉ่

     นสพ โพสต์ทูเดย์พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่า ปลัดคลังหมดปัญญาปิดบัญชีขาดทุนไม่ลง เพราะองค์กรคลังสินค้า และ องค์กรตลาดเพื่อเกษตรกร ส่งตัวเลขข้าวที่เหลือในสต๊อกไม่ครบ แม้จะขยายเวลาหลายครั้ง

     แหล่งข่าวจากอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวเปิดเผยว่า เมื่อปิดบัญชีความเสียหายข้าวไม่ได้ จะทำให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตข้าวมีปัญหา เพราะไม่สามารถระบุความเสียหายได้

     เรื่องนี้ อจ อัมมาร เคยพูดในทีวี ไทยพีบีเอส กรณีที่รัฐบาลที่แล้วไม่สามารถประกาศตัวเลขขาดทุนได้ ท่านใช้คำว่า น่าสมเพส (แต่ยังไม่ได้ยินพาดพิงถึงรัฐบาลนี้นะครับ)

     ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังและประธาน ธกส โดยตำแหน่ง ผมได้ขอให้ ธกส ย้ำเตือนเรื่องข้อมูลสต๊อก ธกส ได้นำคำเตือนต่างๆ จัดพิมพ์เป็นเล่ม "ข้อเสนอ แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55"

หน้า 19 ข้อ 7 แนะนำ "ให้มีระบบรายงานสต๊อกข้าวเปลือกเป็นประจำ และมีผู้สอบบัญชีภายนอกดำเนินการตรวจสอบบัญชีแสดงข้าว (stock card) อย่างสม่ำเสมอ"

     หน้า 21 ข้อ 7 แนะนำให้ทำอย่างเดียวกันสำหรับข้าวสาร

     ผู้จัดการ ธกส ได้ส่งข้อเสนอดังกล่าวให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2554

     ภายหลังผมพ้นตำแหน่งวันที่ 17 มกราคม 2555 นายกิตติรัตน์ก็ย้ายมาเป็นรัฐมนตรีคลังและประธาน ธกส โดยตำแหน่งอีกด้วย

     ปัญหาที่ไม่มีตัวเลขสต๊อกทุกวันนี้ แสดงว่านายกิตติรัตน์ไม่ได้สนใจทำตามข้อเสนอ ไม่ได้ย้ำให้มีการติดตามตรวจสอบ stock card

     หลังจากรัฐประหาร ผมเห็นข่าวว่าทหาร ร่วมกับบุคคลที่ขณะนี้อยู่ใน ครม ได้จัดโปรแกรมหนัก ออกไปตรวจสต๊อกข้าวตามโกดังต่างๆ มีการออกข่าวทีวี และหนังสือพิมพ์ใหญ่โต

     นักวิเคราะห์ในตลาดทุนสากลจึงงุนงงกันหมด ทำไมวันนี้ จึงยังไม่มีตัวเลขสต๊อกข้าวเสียที

     หลายคนที่คุยกับผมเห็นว่า การนับสต๊อกข้าวนั้น ไม่ถึงกับเป็นเรื่องไฮเทคที่สลับซับซ้อน ไม่ยากถึงขั้นส่งยานอวกาศออกไปโคจรนอกโลก

     ถ้านับสต๊อกไม่สำเร็จจนถึงป่านนี้ หลังรัฐประหารแล้วถึงห้าเดือน จึงน่าสงสัยว่า ระบบวิธีการทำงานของทางการไทย ต้องขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง

     หรือมิฉะนั้น น่าสงสัยว่ามีเจตนาจะนับให้ไม่สำเร็จ นับไปนับมา ไม่ได้ตัวเลข

     เรื่องนี้ถ้าปล่อยให้คารังคาซัง นอกจากทำให้กระบวนการยุติธรรมเสียไปแล้ว ต่อไปจะบั่นทอนความเชื่อมั่นในเครดิตของประเทศอีกด้วย

     ที่รัฐมนตรีคลังปัจจุบัน กลับมาจากไปประชุมที่ต่างประเทศ ให้ข่าวว่ามีเป้าหมายจะมุ่งทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิต ปรับอันดับของไทยให้สูงขึ้นนั้น ถ้างานง่ายๆ เรื่องการนับสต๊อกข้าว ทางการไทยยังไม่สามารถทำให้ลุล่วงได้ ไม่สามารถทำให้โปร่งใสได้ ความหวังที่ประเทศไทยจะได้การยอมรับ ปรับอันดับเครดิตสูงขึ้น ก็จะเป็นเพียง ฝันกลางวัน เท่านั้นครับ(มติชน 27102557)

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 41 - 49 จาก 372
Link

ผู้เยี่ยมชม: 6270484
ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550
ขณะนี้มี 19 บุคคลทั่วไป ออนไลน์