หน้าแรก
ข่าวประจำวัน
"ก.พาณิชย์-มก."ผนึกพลัง 2 ประสานใช้วิทยาศาสตร์สร้างเกราะคุ้มคุณภาพข้าวไทย : เปิดแล็บตรวจเข้มดีเอ็นเอ พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Wednesday, 18 February 2015

"ก.พาณิชย์-มก."ผนึกพลัง 2 ประสานใช้วิทยาศาสตร์สร้างเกราะคุ้มคุณภาพข้าวไทย : เปิดแล็บตรวจเข้มดีเอ็นเอ(18 ก.พ.58)

     ข้าว สินค้าเกษตรที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆของประเทศไทย ด้วยมูลค่าการส่งออกสูงกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี และไทยยังครองแชมป์ด้านปริมาณการส่งออกมาหลายปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งขึ้นชื่อลือชา เป็นที่นิยมของเศรษฐีหลายประเทศ จนทำให้ราคาข้าวหอมมะลิไทยขึ้นชั้นเป็นข้าวคุณภาพดี มีราคาจำหน่ายในตลาดโลกที่สูงกว่าข้าวทั่วไปเกือบ 50%

     แต่น่าเสียดายที่ข้อดีเหล่านี้กลับกลายเป็นจุดที่เหล่าพ่อค้าใจไม่ซื่อ มากเล่ห์เหลี่ยมคิดกลโกง นำข้าวขาวราคาถูกมาปลอมปนจำหน่ายกับข้าวหอมมะลิ รวมไปถึงการที่ประเทศคู่แข่งลอกเลียนตราสินค้า ให้ชาวต่างชาติเข้าใจผิดคิดว่าข้าวหอมมะลิไทยมีคุณภาพเสื่อมลงไปทุกที

     “ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะคลังความรู้การเกษตรของประเทศ จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการดีเอ็นเอเทคโนโลยีและศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ขึ้นมาตรวจสอบคุณภาพข้าวของผู้ส่งออกให้แก่กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบันตรวจสอบตัวอย่างข้าวไทยก่อนส่งออกได้ 40,000 ตัวอย่าง เมื่อข้าวมีคุณภาพ มีการรับรอง ทำให้ไทยขายข้าวได้ราคาดีขึ้น ทำให้มูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิในปี 2552 พุ่งขึ้นถึง 72,000 ล้านบาท” รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี ม.เกษตรฯ กล่าวในโอกาสร่วมพิธีเปิด “ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกลักษณ์ดีเอ็นเอข้าวไทยเพื่อการส่งออก” โดย “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ได้ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ที่สามารถตรวจพิสูจน์เมล็ดข้าวถึงระดับดีเอ็นเอ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ม.เกษตรฯกำแพงแสนและเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา

     รศ.วุฒิชัย ยังสะท้อนภาพบางส่วนอันเป็นที่มาของปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยว่า ข้าวหอมมะลิไทยที่ถูกปลอมปน อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจตั้งแต่การเก็บเกี่ยวในไร่นา โรงสี เพราะใช้เครื่องมือเก็บเกี่ยวเดียวกับเมล็ดข้าวพันธุ์อื่นๆ จึงอาจมีการปะปนเข้ามาได้บ้าง และอาจเกิดจากการปลอมปนอย่างตั้งใจจากพ่อค้าบางราย ท้ายที่สุดข้าวหอมมะลิไทย ราคาจำหน่ายจึงตกต่ำลง โดยเฉพาะในปี 2545 ราคาร่วงลงจากตันละ 900 เหรียญสหรัฐฯ เหลือเพียง 500 เหรียญสหรัฐฯ เพราะลูกค้าในตลาดต่างประเทศไม่ให้ความเชื่อถือ

     ยิ่งปัจจุบันคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายให้เร่งตรวจสอบคุณภาพข้าวในโกดังรัฐ เพื่อส่งออกไปต่างประเทศ แต่เครื่องมือของ ม.เกษตรฯ ที่มีอยู่ยังไม่ทันสมัยและทำได้ล่าช้า กระทรวงพาณิชย์จึงสนับสนุนงบประมาณมาสมทบกับเงินลงทุนของมหาวิทยาลัย เพื่อลงทุนยกระดับเทคโนโลยีการตรวจคุณภาพข้าว ใช้ระบบหุ่นยนต์แทนการทำงานของคน ทำให้การตรวจข้าวมีความแม่นยำขึ้น รวดเร็วขึ้น

     “ผมให้ความมั่นใจได้ว่า ผลการตรวจข้าวที่ออกจากห้องแล็บแห่งนี้มีความถูกต้องแม่นยำ อ้างอิงในตลาดการค้าได้ เพราะพวกเราเป็นสถาบันการศึกษา เป็นครูบาอาจารย์ ใบรับรองคุณภาพข้าวที่ออกจากที่นี่ไป จะช่วยรักษาคุณภาพข้าวส่งออกของไทยได้อย่างดี และในอนาคตก็ไม่กังวลเลยว่าเอกชนจะเปิดห้องแล็บตรวจคุณภาพข้าวขึ้นมาแข่งขันกับเรา เพราะนั่นเป็นการดีเสียอีกที่จะได้ยกระดับสินค้าข้าวไทยไปด้วยกัน” รศ.วุฒิชัย กล่าวในที่สุด

     ด้าน รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ขยายความรู้ต่อว่า ข้าวหอมมะลิมาตรฐานสำหรับการส่งออกของไทย ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ มี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15 แต่ในทางกายภาพมีข้าวสายพันธุ์อื่นที่มีลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกันมากและมักถูกนำมาปลอมปนกับข้าวหอมมะลิ เช่น ข้าวพันธุ์ กข 23 ชัยนาท 1 เจ้าหอมคลองหลวง 1 เจ้าหอมสุพรรณบุรี และปทุมธานี 1 เป็นต้น ซึ่งวิธีการทดสอบแบบเดิม ได้แก่ การหุงต้ม การสลายเมล็ดข้าวในด่าง ไม่สามารถแยกชนิดของข้าวที่ถูกนำมาปลอมปนได้ชัดเจน

     “การตรวจถึงระดับดีเอ็นเอของเมล็ดข้าวเท่านั้นจึงจะชี้ชัดได้ และห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกลักษณ์ดีเอ็นเอข้าวไทยเพื่อการส่งออกของ ม.เกษตรฯ สามารถตรวจได้อย่างรวดเร็วเพียง 12 ชั่วโมงรู้ผลทันที มีกำลังการตรวจสอบได้สูงถึงวันละ 24,576 ตัวอย่าง ดังนั้น สินค้าของผู้ส่งออกจะไม่ได้รับความเสียหาย และการค้าจะสะดวกขึ้น นอกจากนี้เทคโนโลยีใหม่ในการตรวจข้าวหอมมะลิถึงระดับดีเอ็นเอ จะช่วยไขปริศนาเรื่องความหอมในข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งจะพัฒนาทั้งแวดวงการศึกษา คุณภาพและการค้าข้าวไทยให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย” ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรฯกำแพงแสน เล่าถึงศักยภาพของ “ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกลักษณ์ดีเอ็นเอข้าวไทยเพื่อการส่งออก”

     ด้าน รศ.ดร.บดินทร์ รัศมีเทศ อธิการบดี ม.เกษตรฯ วิทยาเขตศรีราชา และว่าที่อธิการบดี ม.เกษตรฯกล่าวว่า นอกจากเทคโนโลยีที่ ม. เกษตรฯ จะช่วยรักษาคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยตั้งแต่ต้นทางแล้ว ประเทศไทยควรเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการการขายข้าวหอมมะลิเสียใหม่ เช่น เลิกส่งออกข้าวเป็นกระสอบ เพราะเมื่อส่งสินค้าถึงปลายทางในต่างประเทศแล้ว ข้าวหอมมะลิไทยมักถูกพ่อค้าในต่างประเทศปลอมปนข้าวชนิดอื่นลงไป ในกระบวนการแยกถุงจำหน่าย ดังนั้น ไทยควรส่งออกข้าวหอมมะลิในรูปแบบข้าวถุงขนาด 5 กิโลกรัมแบบพร้อมบริโภคจะดีกว่า

     “ผมมองว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนวิทยาศาสตร์เพื่อยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและชีวิตของเกษตรกรเพียงอย่างเดียว แต่เรายังขาดการส่งเสริมแนวทางด้านการบริหารจัดการด้วย วันนี้ผมกล้าพูดว่า ม.เกษตรฯ พร้อมที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐ ธุรกิจ และเกษตรกรเข้าด้วยกัน เพราะมีองค์ความรู้ครอบคลุมทุกสาขา มีเครือข่ายเกษตรกรทุกระดับ และมีจำนวนนิสิตมากกว่า 50% ของทั้งมหาวิทยาลัย ที่มาจากต่างจังหวัด คนรุ่นใหม่เหล่านี้ มีความรู้ ดังนั้น ม.เกษตรฯขอเพียงโอกาสการทำงานจากภาครัฐ เรามั่นใจว่าจะสามารถมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยต่อไปได้อย่างเต็มที่”

     ทีมการศึกษา เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการรวมพลังของสถาบันอุดมศึกษาโดยเฉพาะของรัฐกับหน่วยงานทางราชการในส่วนของกระทรวงต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เชื่อถือ และมั่นใจในคุณภาพของข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิให้ยังคงครองความเป็นหนึ่งในระดับโลก เพราะเรามองว่าเมื่อข้าวไทยมีคุณภาพ สิ่งที่ตามมาคือข้าวจะสามารถขายได้ราคาสูงขึ้น และนั่นคือคุณูปการที่จะตกถึงชาวนาซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ จะได้มีโอกาส “ปลดพันธนาการ” หนี้สิน และมีชีวิตที่ดีขึ้นจริงๆเสียที(ไทยรัฐ 18022558)

เปิดรายชื่อเอกชนคว้าประมูลข้าวรัฐ(18 ก.พ.58) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Wednesday, 18 February 2015

เปิดรายชื่อเอกชนคว้าประมูลข้าวรัฐ(18 ก.พ.58)

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศได้แจ้งให้เอกชน 38 รายที่ชนะการประมูลข้าวแบบยกคลัง รอบ 1/2558 เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 58จำนวน 4.96 แสนตันจากทั้งหมด 9.99 แสนตัน เข้ามาทำสัญญากับองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ภายใน 15 วัน และจะรับมอบข้าวได้ทันทีที่ทำสัญญา พร้อมทั้งชำระค่าข้าวแล้ว ส่วนการประมูลข้าวครั้งที่ 2/2558 จะมีการปรับปรุงเงื่อนไขให้รัดกุม และปรับขั้นตอนการประมูลให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

     สำหรับผู้ชนะ 38 ราย ได้แก่ บริษัทข้าวซีพี บริษัทแคปปิตัลซีเรียลส์, บริษัทเจริญดีค้าข้าว, บริษัทเจียเม้ง, บริษัทเต็กเส็งไรซ์มิลล์, บริษัทบาร์ล็อกซ์ ไทยไรซ์, บริษัทประกรวรรณรวมการ, บริษัทพงษ์ลาภ, บริษัทเพชรพยัคฆภูมิพิสัย ข้าวไทย, บริษัทเพชรสุวรรณถาวร, บริษัทยูนิเกรน มาร์เก็ตติ้ง (1999), บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว

    บริษัท รวมชัย มัลติเทรด, บริษัทรอยัลริชชี่ไรซ์, บริษัทโรงสีข้าวเจริญผล, บริษัทโรงสีข้าวทวีพัฒนา, บริษัทโรงสีเจริญทรัพย์, บริษัทโรงสีบูรพาข้าวศรีทอง, บริษัทโรงสีมิ่งมงคลเจริญธัญญา, บริษัทโรงสีศรีแสงดาว, บริษัทโรงสีแสงวงศ์, บริษัทลัคกี้ซีเรียลส์, บริษัทวัฒนพรอินเตอร์โกลเด้นไรซ์, บริษัทวิรัตน์ชนก, บริษัทสยามโกลเด้นไรซ์, บริษัทเสาไห้ไรซมิลล์, บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลไร้ซ์ แอนด์โปรดักซ์, บริษัทอิสเทริ์นไร้ซ์, บริษัทเอเซียโกลเด้นไรซ์, หจก. นำแสงค้าข้าว, หจก.เพชรบุรีไรซ์มิล, หจก. มุ่ยเฮงรุ่งเรือง, หจก.โรงสีข้าวเพชรธัญญกิจ, หจก.โรงสีข้าวรวมชัยสังขะ, หจก.โรงสีปัญจพล, หจก.โรงสีไฟชัยเจริญ, หจก.โรงสีเม่งเฮง ข้าวไทย และหจก. เอแอนด์ซีไรซ์เพชรบุรี

     รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ผลการอนุมัติขายข้าวสารสต๊อกรัฐบาลให้กับเอกชนทั้ง 38 รายนั้น คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เห็นชอบแล้วโดยปริมาณที่ขายได้ 4.96 แสนตัน จาก 112 คลัง แบ่งเป็นข้าวหอมมะลิ 100%ชั้น 2 ปริมาณ 1.46 แสนตัน และข้าวขาว 5%ปริมาณ 3.5 แสนตัน ซึ่งราคาข้าวที่ชนะการประมูลข้าวหอมมะลิ 100%ชั้น เฉลี่ยตันละ 2.3-3.1 หมื่นบาทต่อตัน ข้าวขาว 5%ขายได้เฉลี่ย 7,650-1.22 หมื่นบาทต่อตัน

     สำหรับการตัดสิทธิ์บริษัทเอ็มไพร์ดีเวอลอปเม้นท์ ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาซื้อข้าวสต๊อกรัฐปริมาณสูงสุดถึง 4 แสนตัน ใน 47 คลังนั้น เพราะจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเอกสารที่เกี่ยวข้องมีเหตุอันควรเชื่อได้โดยสุจริต ว่าเป็นกลุ่มหรือเครือเดียวกัน และมีลักษณะเป็นตัวแทนอำพรางของบริษัท สยามอินดิก้า ที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดสัญญาจีทูจี 4 ฉบับ ส่วนข้าวอีก 9 คลัง ที่ไม่มีผู้ยื่นซองเสนอซื้อ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศจะนำข้าวที่ยกเลิกการขายและที่ไม่มีผู้ยื่นเสนอซื้อรวม 56 คลัง มาเปิดประมูลจำหน่ายในครั้งต่อไป(เดลินิวส์ 17022558)

จัดรูปที่ดิน+อบต.โพธิ์ แก้ท่วมแล้งได้ข้าวปีละ 2 ครั้ง(17 ก.พ.58) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Wednesday, 18 February 2015

จัดรูปที่ดิน+อบต.โพธิ์ แก้ท่วมแล้งได้ข้าวปีละ 2 ครั้ง(17 ก.พ.58)

     นายณัฐกิตติ์ กองรักษา นายก อบต.โพธิ์ เผยว่า ชาวนาในพื้นที่ต้องทนทุกข์ทรมานมานาน เพราะปลูกข้าว 3 ปี จะได้ผลผลิตแค่เพียงปีเดียว ใน 10 ปี จะได้ข้าวไว้กินแค่เพียง 2 ครั้ง ที่ผ่านมา ทางจังหวัดได้นำเครื่องไม้เครื่องมือมาช่วยเหลือ ใช้รถแบ็กโฮยกคันกั้นน้ำห้วยสำราญ แต่ช่วยได้แค่ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเข้านาเท่านั้น จนเกิดปัญหาชาวบ้านทะเลาะกัน เพราะที่นาบางส่วนยังถูกน้ำท่วมอยู่อีกโจกหน้ากัน ต้องขึ้นโรงพักแจ้งความดำเนินคดีกัน

     “แต่พอสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางได้เข้ามาช่วยเหลือในปี 2556 ด้วยการจัดรูปที่ดินใหม่ ทำคันคลองส่งน้ำ วางระบบท่อ สร้างประตูน้ำหัวหมู ส่งน้ำเข้าแปลงนาทุกๆแปลงในพื้นที่ 1,220 ไร่ ตั้งกลุ่มการใช้น้ำ มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน และจัดระบบเก็บค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำเข้าแปลงนา 350 บาทต่อไร่ วันนี้ชาวนา ต.โพธิ์ สามารถปลูกข้าวนาปรังพันธุ์ชัยนาท 1 ผลผลิตเฉลี่ย 800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ผลผลิต 350-450 กิโลกรัมต่อไร่ และสามารถทำนาได้ปีละ 2 หน ทั้งนาปีนาปรัง โดยไม่ต้องเสี่ยงเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว”

     นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผอ.สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง เผยว่า ต.โพธิ์ เป็นพื้นที่โอบล้อมไปด้วยน้ำ ทั้งห้วยสำราญที่มาจากเทือกเขาพนมดงรัก และมีแม่น้ำมูลไหลผ่านด้านทิศเหนือ สาเหตุหลักของปัญหา มาจากพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ ช่วงฤดูฝนมีน้ำไหลล้นทะลักเข้าท่วมพื้นที่นา ส่วนในหน้าแล้งไม่สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้เพราะคันกั้นน้ำท่วมที่ทำไว้มีความสูงมาก

     “การแก้ปัญหาเราจึงต้องใช้วิธีการจัดรูปที่ดิน โดยทุกคนจะต้องยอมเสียสละพื้นที่ประมาณ 3-7% ในการจัดรูปที่ดินใหม่ ให้สามารถทำคลองส่งน้ำสายใหญ่ จากนั้นสร้างคลองซอยเข้าสู่แปลงนา โดยมีคลองระบายน้ำไว้ด้วย ทำถนนเพื่อเข้าถึงแปลงนาเพื่อช่วยในการลำเลียงผลผลิต รวมทั้งต้องดูแลการจ่ายน้ำด้วยการตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ เลยทำให้ตอนนี้ชาวนา ต.โพธิ์ มีน้ำใช้อย่างเต็มที่ และทำให้ที่ดินที่เคยมีราคาแค่ไร่ละ 30,000 บาท ตอนนี้พุ่งไปอยู่ที่ 150,000 บาท ต่อไร่ เลยทำให้เกิดความต้องการร้องขอให้จัดรูปที่ดินเพิ่มขึ้นอีก 2,000 กว่าไร่” (ไทยรัฐ 17022558)

ผักหวานป่าหลังนาปี(17 ก.พ.58) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Wednesday, 18 February 2015

ผักหวานป่าหลังนาปี(17 ก.พ.58)

     อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์...แม้จะอยู่ในภาคกลาง ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา เส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงนาข้าว แต่ด้วยระบบชลประทานเข้าไม่ถึง ทุกปีหลังฤดูนาปีจบลง พื้นที่นามักจะถูกปล่อยทิ้งให้แห้งแล้ง และชาวบ้านบางกลุ่มมักจะมาจุดไฟเผาฟางหานกหนูมากินเป็นอาหารและส่งขายตามร้านค้าริมถนนรนแคม

     สร้างปัญหามลภาวะหมอกควันพิษเป็นประจำทุกปีไป แต่วันนี้พฤติกรรมดังว่ากำลังจะลดน้อยถอยลง...ไม่ใช่เพราะฝีมือของทางการมารณรงค์ให้ไถกลบลดเผาตอซังแต่อย่างไร

     หากแต่เกิดจากน้ำมือของ นายยม ถึงสุข ครูบำนาญที่เกษียณราชการแปรผันมาเป็นเกษตรกร ผู้เห็นปัญหานี้มาตลอด คิดหาวิธีจะทำยังไงที่จะแก้ปัญหานี้ได้...1.สร้างอาชีพในหน้าแล้ง, 2.สร้างความชุ่มชื่นให้ดินเพื่อไฟลามทุ่งที่ถูกจุดจะได้ลดลง และ 3.พืชที่จะบรรลุเป้าหมาย 2 ประการแรกได้ จะต้องทนไฟได้ดี

     ด้วยได้ยินคำที่ ทางการมักกล่าวโทษ “ชาวบ้านเผาป่าเพื่อหาผักหวาน” นี่แหละ เป็นต้นกำเนิดให้ครูบำนาญคิดสร้างสวนผักหวานป่าขึ้นในพื้นที่ สามสิบกว่าไร่ของตนเอง ...นอกจากจะบรรลุเป้าหมายทั้ง 3 ประการดังว่า อย่างน้อยช่วยให้มีรายได้ให้เก็บกินเก็บขายได้ทุกวัน วันละพันกว่าบาท...ดีกว่ารอปลูกข้าวปีละครั้ง ที่ราคาเอาแน่เอานอนไม่ได้

     และเมื่อชาวบ้านเห็นเช่นนั้น แห่ทำตามกัน จนวันนี้ท่าตะโกกลายเป็นแหล่งปลูกผักหวานป่าใหญ่สุดของไทย ที่ปลูกกันเป็นทอดยาวไปจนถึงเขตรอยต่อ จ.สระบุรี

     สร้างรายได้ให้เกษตรกรปีละไม่น้อย นอกจากจะขายเป็นผักสดได้แล้ว ยังสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ ชาผักหวาน น้ำผักหวานพร้อมดื่ม ฯลฯ

     ที่สำคัญปลูกผักหวานป่า ต้นทุนต่ำ ไม่ต้องใช้ปุ๋ยยาสารเคมีให้สุขภาพเสื่อมโทรมเหมือนปลูกข้าว และยังช่วยพื้นที่ท่าตะโก อันเคยแห้งแล้งกลายเป็นชุ่มชื้น อากาศดี เย็นสบายไร้มลพิษ

     เรียกว่า ช่วยให้ประเทศไทยได้ป่าแบบหย่อมๆ ช่วยรักษาดิน น้ำและแก้จนไปพร้อมๆกัน กลุ่มเกษตรกรไหนสนใจจะนำไปเป็นแบบอย่าง ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 08–1675–5796(ไทยรัฐ 17022558)

เคาะขายข้าว 4.96 แสนตัน ให้ 38 ราย ตัดสิทธิ์ "เอ็มไพร์ฯ" นอมินีสยามอินดิก้า(17 ก.พ.58) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Tuesday, 17 February 2015

เคาะขายข้าว 4.96 แสนตัน ให้ 38 ราย ตัดสิทธิ์ "เอ็มไพร์ฯ" นอมินีสยามอินดิก้า(17 ก.พ.58)

     พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ผลการพิจารณาอนุมัติผลการประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ครั้งที่ 1/2558 ที่ได้เปิดยื่นซองไปเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2558 ให้กับผู้เข้าประมูล 38 ราย ปริมาณ 496,243.27 ตัน หรือคิดเป็น 49.64% ของปริมาณที่เปิดประมูลในรอบนี้ 999,763.61 ตัน คิดเป็นมูลค่า 7,853 ล้าน บาท แบ่งเป็นข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปริมาณ 146,204.77 ตัน ราคาเฉลี่ยตันละ 23,010 – 31,000 บาท และข้าวขาว 5% ปริมาณ 350,038.50 ตัน ราคาเฉลี่ยตันละ 7,650 – 12,220 บาท โดยแจ้งให้ผู้ชนะการประมูลมาทำสัญญากับองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ภายใน 15 วัน เพื่อรับมอบข้าวได้ทันทีที่ทำสัญญาและชำระค่าข้าวแล้ว

     ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธาน นบข. ได้ให้ความเห็นชอบให้ยกเลิกการเสนอซื้อข้าวของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ที่ขาดคุณสมบัติ และยกเลิกการขายข้าว 47 คลังให้กับบริษัท เอ็มไพร์ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพราะจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องมีเหตุอันควรเชื่อได้โดยสุจริตว่าเป็นกลุ่มหรือเครือเดียวกัน และมีลักษณะเป็นตัวแทนอำพรางของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด

     หลังจากนี้กรมการค้าต่างประเทศจะนำข้าวที่ยกเลิกการขายและที่ไม่มีผู้ยื่นเสนอซื้อรวม 56 คลังมาเปิดประมูลจำหน่ายในครั้งที่ 2/2558 ซึ่งคาดว่าจะเปิดประมูลปลายเดือนนี้ และจะมีการปรับปรุงเงื่อนไขให้รัดกุม และปรับขั้นตอนการประมูลให้สะดวกมากขึ้น แต่ยังคงเน้นกระบวนการที่โปร่งใส และคำนึงถึงสถานการณ์การค้าข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นสำคัญ

     โดยรายชื่อผู้ชนะการประมูล 38 ราย มีดังนี้

1.บจก.ข้าวซีพี

2.บจก.แคปปิตัลซีเรียลส์

3.บจก.เจริญดีค้าข้าว

4.บจก.เจียเม้ง

5.บจก.เต็กเส็งไรซ์มิลล์

6.บจก.บาร์ล็อกซ์ ไทยไรซ์

7.บจก.ประกรวรรณรวมการ

8.บจก.พงษ์ลาภ

9.บจก.เพชรพยัคฆภูมิพิสัย ข้าวไทย

10.บจก. เพชรสุวรรณถาวร

11.บจก. ยูนิเกรน มาร์เก็ตติ้ง (1999)

12.บจก.ร่วมเจริญพัฒนาการข้าว

13.บจก.รวมชัย มัลติเทรด

14.บจก.รอยัลริชชี่ไรซ์

15.บจก. โรงสีข้าวเจริญผล

16.บจก. โรงสีข้าวทวีพัฒนา

17.บจก. โรงสีเจริญทรัพย์

18.บจก. โรงสีบูรพาข้าวศรีทอง

19.บจก. โรงสีมิ่งมงคลเจริญธัญญา

20.บจก. โรงสีศรีแสงดาว

21.บจก. โรงสีแสงวงศ์

22.บจก.ลัคกี้ซีเรียลส์

23.บจก.วัฒนพรอินเตอร์โกลเด้นไรซ์

24.บจก.วิรัตน์ชนก

25.บจก. สยามโกลเด้นไรซ์

26.บจก.เสาไห้ไรซมิลล์

27.บจก.อินเตอร์เนชั่นแนลไร้ซ์ แอนด์โปรดักซ์

28.บจก.อิสเทริ์นไร้ซ์

29.บจก.เอเซียโกลเด้นไรซ์

30.หจก. นำแสงค้าข้าว

31.หจก.เพชรบุรีไรซ์มิล

32.หจก. มุ่ยเฮงรุ่งเรือง

33.หจก.โรงสีข้าวเพชรธัญญกิจ

34.หจก. โรงสีข้าวรวมชัยสังขะ

35.หจก.โรงสีปัญจพล

36.หจก.โรงสีไฟชัยเจริญ

37.หจก.โรงสีเม่งเฮง ข้าวไทย

38.หจก. เอแอนด์ซีไรซ์เพชรบุรี(ประชาชาติธุรกิจ 17022558)

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 17 February 2015 )
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 41 - 49 จาก 171
Link

ผู้เยี่ยมชม: 6647537
ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550
ขณะนี้มี 48 บุคคลทั่วไป ออนไลน์