หน้าแรก
ข่าวประจำวัน
รมว.พาณิชย์พบเกษตรกร จ.ชัยนาท วอนขอเวลาดันราคาข้าว(22 ก.ย.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Tuesday, 23 September 2014

รมว.พาณิชย์พบเกษตรกร จ.ชัยนาท วอนขอเวลาดันราคาข้าว(22 ก.ย.57)

     เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางมาพบปะเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อชี้แจงนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่างๆ โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท หัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกร จำนวนกว่า 600 คน ต้อนรับ ณ วัดดักคะนน ต.ธรรมามูล อ.เมืองชัยนาท

     ทั้งนี้ จ.ชัยนาท มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำไหลผ่าน 2 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยาและเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำน้อยที่ ต.ชัยนาท บริเวณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ เป็นแหล่งน้ำในด้านการเกษตรอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่เหมาะในการเกษตร ประชากรจึงประกอบอาชีพเกษตรกรรม ส่วนพืชเศรษฐกิจของ จ.ชัยนาท คือ ข้าว เนื่องจากร้อยละ 70 ของพื้นที่นั้น เกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าว และสามารถปลูกได้ทั้งข้าวนาปีและนาปรัง การปลูกข้าวนาปี อาศัยฝนตามธรรมชาติและน้ำชลประทาน ส่วนนาปรังเกษตรกรจะอาศัยน้ำจากแหล่งน้ำชลประทาน ชนิดข้าวที่นิยมปลูก ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวปทุมธานี และข้าวหอมจังหวัด พันธุ์ข้าวเปลือกที่ใช้ในการเพาะปลูก ได้แก่ พันธุ์ กข. 41, กข. 47 และ กข. 31

     นายปีติพงศ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตพร้อมกับเพิ่มมูลค่าของผลผลิตเน้นสินค้าเกษตรอินทรี ให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้นจนสามารถดำรงชีพได้อย่างเหมาะสม เช่น การทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เพื่อลดค่าปุ๋ยที่มีราคาค่อนข้างสูงตามท้องตลาด ทั้งยังเป็นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มกำไรให้เกษตรกร ตามรอยทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง

     ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า มาตรการแรก ที่ทางรัฐบาลจะคืนความสุขให้กับพี่น้องเกษตรกร คือ เรื่องของโครงการรับจำนำข้าวที่ผ่านมา จะเร่งทำการแจกจ่ายเงินคืนให้กับพี่น้องเกษตรกรภายในระยะเวลาที่สั้น คาดว่าจะสามารถทยอยจ่ายได้แล้วเสร็จภายในเร็วๆ นี้ และจากนี้ไปจะดูแลให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพได้อย่างเหมาะสม โดยจะมีการรับฟังปัญหาหรือข้อเสนอแนะของเกษตรกรในพื้นที่ทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สำหรับเรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อเกษตรนั้น ข้อมูลจากกรมชลประทานขณะนี้ ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ปีนี้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลกระทบกับเกษตรกรในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า คาดว่าตั้งแต่เดือน ม.ค. เป็นต้นไป กรมชลประทานจะออกมาตรการขอความร่วมมือเกษตรกรให้บริหารจัดการน้ำ อย่างมีประสิทธิภาพ อยากให้เกษตรกรเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงการสั่งการให้ทางจังหวัดพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำการจัดการกับผักตบชวาในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อการระบายน้ำที่ดีในอนาคตและสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตรได้มากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

     พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า ขอเวลาในการผลักดันราคาข้าว และไม่สามารถจะบอกได้ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาไหน เร็วหรือช้า แต่อยากขอให้พี่น้องเกษตรกร รอสักนิดตนจะทำเต็มที่อย่างแน่นอน เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องชาวเกษตรกร พร้อมกล่าวชื่นชมเกษตรกร จ.ชัยนาท ที่ปลูกข้าวออกมาได้มาตรฐาน มีคุณภาพสูง สามารถออกจำหน่ายแก่ตลาดโลกได้ไม่น้อยหน้าประเทศใดๆ ในโลก(ไทยรัฐ 20092557)

ธกส.เผยกว่า8แสนไร่แห่ประกันภัย นาข้าว(22 ก.ย.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Monday, 22 September 2014

ธกส.เผยกว่า8แสนไร่แห่ประกันภัย นาข้าว(22 ก.ย.57)

     ธ.ก.ส. เผยโครงการประกันภัยข้าวนาปีมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 54,000 ราย รวมพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 8 แสนไร่ เตือนเกษตรกรที่ประสบภัยเร่งแจ้งเกษตรอำเภอทำแบบรายงานข้อมูลความเสียหายรับเงินชดเชย

     นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่าตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2557 เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากปัญหาภัยธรรมชาติและภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผลผลิตของตนเอง พร้อมตั้งเป้าหมายพื้นที่นาข้าวที่จะเข้าร่วมโครงการ 1.5 ล้านไร่

     อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานปรากฏว่า ขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 54,236 ราย พื้นที่นาข้าว 812,396.75 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 54.28% ของเป้าหมาย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการถึง 73% ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่เอาประกัน ซึ่ง ธ.ก.ส.จะให้เจ้าหน้าที่เร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการนี้ โดยเฉพาะการได้รับเงินชดเชยความเสียหายเมื่อประสบภัยธรรมชาติจากรัฐบาลไร่ละ 1,113 บาทแล้ว ยังได้เงินชดเชยจากการประกันภัยตามโครงการอีกไร่ละ 1,111 บาท รวมเป็นเงินชดเชยไร่ละ 2,224 บาท จึงอยากให้เกษตรกรที่ยังไม่ทำประกันภัยข้าวนาปีให้เร่งเข้ามาทำประกันภัยก่อนถึงวันสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธ.ค.

     ทั้งนี้ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา และได้ทำประกันภัยไว้นั้น ให้ดำเนินการแจ้งความเสียหายที่สำนักงานเกษตรอำเภอเพื่อทำแบบรายงานข้อมูลความเสียหาย (กษ.02) และแจ้งขอรับค่าสินไหมทดแทนได้ที่สำนักงาน ธ.ก.ส.ทุกสาขาทั่วประเทศ

     สำหรับเงื่อนไขการดำเนินโครงการครั้งนี้กำหนดให้เกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยตามลำดับความเสี่ยงของพื้นที่ แบ่งออกเป็น 5 ระดับประกอบด้วยพื้นที่เสี่ยงต่ำที่สุด พื้นที่เสี่ยงต่ำมาก พื้นที่เสี่ยงต่ำ พื้นที่เสี่ยงปานกลาง และพื้นที่เสี่ยงสูง โดยคิดอัตราค่าเบี้ยประกันภัยรวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์อยู่ที่ 129.47 บาทต่อไร่ 247.17 บาทต่อไร่ 376.64 บาทต่อไร่ 472.94 บาทต่อไร่ และ 510.39 บาทต่อไร่ ตามลำดับ

     โดยเกษตรกรจะจ่ายค่าเบี้ยประกันในอัตราเพียง 60 บาทต่อไร่ 70 บาทต่อไร่ 80 บาทต่อไร่ 90 บาทต่อไร่ และ 100 บาทต่อไร่ ส่วนที่เหลือรัฐบาลจะเป็นผู้อุดหนุนค่าเบี้ยประกันแทนเกษตรกรในอัตรา 69.47 บาทต่อไร่ 177.17 บาทต่อไร่ 296.64 บาทต่อไร่ 382.94 บาทต่อไร่ และ 410.39 บาทต่อไร่ ตามลำดับ

     นอกจากนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการที่เป็นประโยชน์ ธ.ก.ส.จะร่วมอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้กับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าอีกไร่ละ 10 บาท ทำให้เกษตรกรจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 50-90 บาท/ไร่ การประกันภัยจะคุ้มครองความเสียหายตามหลักเกณฑ์การประเมินความเสียหายของภาครัฐที่เกิดจากน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บและไฟไหม้ โดยได้รับชดเชย 1,111 บาทต่อไร่ ยกเว้นศัตรูพืชและโรคระบาด ได้รับการชดเชย 555 บาทต่อไร่(กรุงเทพธุรกิจ 22092557)

เกษตรฯหารือ ก.พาณิชย์วางแผนอุ้มภาคเกษตร(22 ก.ย.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Monday, 22 September 2014

เกษตรฯหารือ ก.พาณิชย์วางแผนอุ้มภาคเกษตร(22 ก.ย.57)

     เกษตรฯ เตรียมหารือพาณิชย์วางแผนช่วยเหลือภาคเกษตรช่วง 3+5 ปี ยึดจีดีพีภาคเกษตรฐานการให้เงินช่วยเหลือเน้นสินค้ามีปัญหาข้าว-ยาง เตรียมเสนอครม.ปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร

     นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวคิดที่จะกำหนดงบประมาณเพื่อใช้อุดหนุนภาคเกษตรช่วง 3-5 ปี โดยใช้จีดีพีภาคเกษตรเป็นฐานพิจารณาวงเงินช่วยเหลือว่าภาคเกษตรไทยต้องใช้เงินอุดหนุนเท่าไหร่ ทั้งนี้จะเห็นว่าทั่วโลกมีกฎหมายในการเปิดทางให้ภาครัฐอุดหนุนเกษตรกรได้ เห็นได้จากสหภาพยุโรป(อียู) ที่ใช้เงินมากกว่า 13% ของจีดีพีเข้าอุดหนุนสินค้าเกษตรทั้งหมด โดยจะไม่เอาเงินเข้าแทรกแซงแต่จะใช้ในการปรับโครงสร้างภาคเกษตร

     ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์ให้ใกล้เคียงกับอุปทาน เพื่อทำเป็นแผนปฏิบัติการ(แอคชั่นแพลน)ในช่วง 3-5 ปี เพื่อให้ผลผลิตออกมาใกล้เคียงกับความต้องการบริโภค ทั้งภายในประเทศและส่งออก เพื่อกำหนดวงเงินในการใช้อุดหนุนสินค้าเกษตรระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า

     เร่งวางแผนผลิตยาง-ข้าวลดปัญหา

     ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมประเมินผลผลิต และคาดการณ์ความต้องการ โดยจะเริ่มที่ 2 สินค้าที่มีปัญหา คือ ยาง และข้าว เมื่อจัดทำแอคชั่นแพลนแล้วเสร็จ จะนำเสนอ คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในเดือนต.ค.2557 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ร่วมกับมาตรการโซนนิ่ง

     วาง3ส่วนช่วยเหลือภาคเกษตร

     สำหรับภาคเกษตรจึงจำเป็นต้องแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1.ช่วยเหลือเกษตรกรช่วงวิกฤตภัยธรรมชาติ 2. การดูแลคุณภาพชีวิตของเกษตรกร 3.การปรับโครงสร้าง โดยให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพจากอาชีพหนึ่งไปทำอีกอาชีพ โดยให้เงินเป็นแรงจูงใจในการเปลี่ยนอาชีพ หากเกษตรกรให้ความร่วมมือ ก็จะทำให้ผลผลิตไม่ล้นตลาด เพียงพอ ไม่มากไม่น้อยกับความต้องการ

     “การปรับโครงสร้างโดยให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพจากอาชีพหนึ่ง เป็นการปรับสมดุล การปลูกพืชเกษตร เพื่อให้สมดุลกับความต้องการยอมรับเป็นเรื่องใหญ่ จำเป็นต้องมีการให้เงินเป็นแรงจูงใจ เป็นเงินให้เปล่าไม่ต้องกู้ยืม เพราะมาตรการนี้ถือเป็นมาตรการภาคสมัครใจ แต่หน่วยงานราชการจะเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลว่า ในแต่ละพื้นที่เหมาะสมในการปลูกพืชอะไร หากเปลี่ยนปลูกพืชอีกอย่างจะมีตลาดรองรับอย่างไรบ้าง จุดนี้ภาครัฐต้องร่วมกันหรือ เพื่อให้รู้ว่า ต้องใช้เงินงบประมาณเท่าไหร่ในการเปลี่ยนอาชีพให้เกษตรกร”นายปีติพงษ์ กล่าว

     จัดโซนนิ่งป้องกันความเสี่ยงปลูกพืช

     นายปีติพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้เกษตรกรเสี่ยงอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรก็เสี่ยงมากพอแล้ว ยิ่งเสี่ยงมากปลูกพืชที่ไม่ตรงกับความต้องการก็เป็นหนี้มาก จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ เพราะเรื่องชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกร ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยใช้โซนนิ่ง เป็นเครื่องมีอในการปรับโครงสร้างโดยจะใช้พื้นที่โซนนิ่งเป็นตัวกำหนดพื้นที่เพาะปลูกว่าเหมาะกับพืชอะไร

     โดยการเปลี่ยนอาชีพ ของเกษตรที่วางไว้มี 3 แบบคือ 1.เปลี่ยนอาชีพเพาะปลูกไปเลย 2.ปรับบางส่วน เช่น หากมียาง 10 ไร่ ก็อาจจะให้ปลูกแค่ 5 ไร่ อีก 5 ไร่ที่เหลือ เอาไปทำการเกษตรอย่างอื่น และ 3.ปรับปรุงคุณภาพด้วยตัวของเกษตรกรเอง เช่นอาจยกระดับคุณภาพการเพาะปลูกเป็นเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี

     วางยุทธศาสตร์สินค้า4ตัวหลัก

     อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯยังได้เตรียมแผนสนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ต้องปรับสมดุลระหว่างการผลิตและความต้องการของตลาด เชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การแก้ไขปัญหายางพาราในระยะยาว การจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร 4 ชนิด คือ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์ม และอ้อย แผนการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการพัฒนาระบบสหกรณ์ให้ดำเนินธุรกิจด้านสหกรณ์การเกษตรให้มากขึ้น รวมถึงให้สหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในพื้นที่เขตเกษตรเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างตลาดนัดสินค้าเกษตรในเมืองหรือจังหวัด

     สศก.ประเมินพื้นที่ปลูกข้าวปีนี้ลดลง

     แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กล่าวว่าในปีเพาะปลูกข้าว 2557/58 คาดว่าจะมี เนื้อที่เพาะปลูก 61,739,500 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 340,404 ไร่ หรือ 0.55% ปริมาณผลผลิต 27,110,400 ตัน เพิ่มจากปีที่แล้ว 20,216 ตันหรือ 0.07% โดยเนื้อที่เพาะปลูกลดลงจากปีที่แล้วทุกภาค เนื่องจากการปรับเปลี่ยนนโยบายภาครัฐ รวมทั้งราคาข้าวมีแนวโน้มลดลงประกอบกับเกษตรกรบางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน และเกษตรกรในภาคใต้เปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันส่วนยางพารา มีเนื้อที่เพาะปลูก 15,841,979 ไร่เพิ่มขึ้น 4.70 %เนื่องจากยางครบอายุกรีดเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะให้ผลผลิต 4,027,076 ตัน เพิ่มขึ้น 4.25 %(กรุงเทพธุรกิจ 22092557)

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 22 September 2014 )
มิติใหม่รัฐจับมือชาวนาดันราคาข้าว(22 ก.ย.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Monday, 22 September 2014

มิติใหม่รัฐจับมือชาวนาดันราคาข้าว(22 ก.ย.57)

     พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้ามารับตำแหน่งวันแรกและได้มอบนโยบายการทำงานเน้นย้ำให้ดูแลพืชเกษตรกรเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสินค้าข้าว ที่เป็นสินค้าที่เคยมีปัญหาจากนโยบายที่บิดเบี้ยว

     พล.อ.ฉัตรชัยให้หลักการดูแลสินค้าเกษตร 1.จะดูแลราคาสินค้าให้เหมาะสม ไม่บิดเบือนกลไกตลาด ยกเว้นในกรณีที่กลไกปกติไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะใช้มาตรการเสริมเข้าไปจัดการดูแลราคาสินค้าอย่างรอบคอบ 2.จะสนับสนุนมาตรการการเพิ่มผลิตภาพการผลิตและการลดต้นทุนการผลิต 3.จะสนับสนุนให้ชาวนาและเกษตรกรมีอาชีพเสริมในช่วงนอกฤดูกาลผลิต 4.จะส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์

     เฉพาะสินค้าข้าว จะดูแลเป็นพิเศษมากกว่าพืชเกษตรอื่นๆ โดยช่วง 1 ปีข้างหน้านี้ จะเริ่มระบายสต็อกข้าวเก่าประมาณ 15-18 ล้านตัน โดยใช้กลไกการระบายข้าวตามระบบการค้าข้าวอย่างรอบคอบและเหมาะสม และเร่งรัดช่องทางการระบายข้าวพิเศษอื่นๆ นอกเหนือกลไกปกติ

     ระบายข้าวไปสู่ประเทศที่มีความต้องการข้าวแต่อาจจำเป็นต้องปัจจัยเสริม เช่น การให้สินเชื่อ การแลกสินค้า เป็นต้น และจะบริหารจัดการข้าวที่จะออกมาในฤดูกาลใหม่ โดยดูแลระดับราคาขั้นต่ำให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพได้ตามความเหมาะสม

     กระทรวงพาณิชย์นัดหารือร่วมกับผู้แทนเกษตรกรไทยจากสมาคมต่างๆ ในทันทีในการดูแลราคาข้าวกับ 5 องค์กร ได้แก่ นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นายวิชา ดาวแจ่ม เลขาธิการสมาคมส่งเสริมชาวนาไทย นายระวี รุ่งเรือง นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทยและเลขาธิการเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชน

     เป้าหมายในการหารือครั้งนี้ เพื่อร่วมมือกันในการหาแนวทางและมาตรการในการช่วยเหลือชาวนา ในลักษณะการป้องกันเชิงรุกก่อนที่จะเกิดปัญหา โดยเฉพาะการยกระดับราคาข้าวที่ชาวนาควรจะขายได้อย่างเหมาะสมในเดือน ต.ค. นี้

     ทำงานเชิงรุกร่วมกับชาวนา ไม่ใช่พอข้าวราคาตก ชาวนามาเดินขบวน แล้วค่อยมาแก้ปัญหา ต้องเริ่มวางแผนทำงานกันเลย เพื่อผลักดันราคาข้าวเปลือกให้คุ้มต้นทุน เป้าหมายไม่ต่ำกว่าตันละ 8,500 บาท

     การประชุมร่วมระหว่างชาวนาพัฒนาไปเป็นการตั้งคณะหารือร่วม นัดประชุมกันครั้งแรกสัปดาห์นี้ และจากนั้นจะประชุมกันทุกๆ 2 สัปดาห์

     การหารือรอบแรก จะให้ความสำคัญกับแผนการยกระดับราคาข้าวเปลือก โดยจะร่วมกันพิจารณาว่า ควรจะมีมาตรการอะไรมาใช้เพิ่มเติม หรือชาวนาอยากให้รัฐใช้มาตรการอะไรในการผลักดันราคาข้าวให้สูงขึ้น นอกเหนือจากมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่แล้ว

     ทั้งการขอความร่วมมือโรงสีให้เก็บสต็อกข้าวไว้ โดยรัฐบาลสนับสนุนด้วยการชดเชยดอกเบี้ย 3% การขอความร่วมมือให้ชาวนาเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง หรือกระทั่งการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสต็อกข้าวของผู้ส่งออกที่ต้องมีสำรองตามกฎหมาย 500 ตัน

     นอกจากนี้ ยังจะได้แต่งตั้งให้มีมิสเตอร์ข้าว ทำหน้าที่ดูแลและประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้าวทุกฝ่าย เพื่อให้มีศูนย์กลางในการดูแลเรื่องข้าว

     การที่กระทรวงพาณิชย์หันมาจับเข่าคุยกับชาวนา เพื่อให้รู้ปัญหา และหาแนวทางแก้ไข ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นมิติใหม่อย่างแท้จริง ที่ผ่านมาฝ่ายนโยบายมักกำหนดแล้วไปปฏิบัติโดยขาดการมีส่วนร่วม ถ้ายังจำกันได้ มีการประท้วงของชาวนาในคราวจะลดราคาจำนำข้าวจากหมื่นห้าเหลือหมื่นสอง

     ชาวนาบอกลดไม่ได้เพราะเงื่อนไขหมื่นห้า รัฐบาลเสนอมาเอง ชาวนาไม่ได้รับรู้ เมื่อเสนอแล้วจะลดได้อย่างไร เป็นนโยบายแบบไม่มีส่วนร่วม คราวนี้จะมีมาตรการอะไร รอติดตามสัปดาห์นี้(กรุงเทพธุรกิจ 22092557)

“อภิสิทธิ์” ติง “หม่อมอุ๋ย” ยืดเวลาจ่ายหนี้จำนำข้าว 30 ปี เพิ่มภาระดอกเบี้ย(22 ก.ย.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Monday, 22 September 2014

“อภิสิทธิ์” ติง “หม่อมอุ๋ย” ยืดเวลาจ่ายหนี้จำนำข้าว 30 ปี เพิ่มภาระดอกเบี้ย(22 ก.ย.57)

     เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.  กล่าวถึงกรณีที่ ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ระบุจะยืดเวลาชำระหนี้จำนำข้าว ออกไปเป็น 30 ปี จากเดิมชำระภายใน 5 ปี ว่า

     ตนไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจนว่าการยืดเวลาออกไปเป็นอย่างไร เพราะต้องนึกถึงภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ตนคิดว่าปัญหาสำหรับใครก็ตามที่มาบริหารประเทศในวันนี้ และอีกหลายปีข้างหน้า ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนี้สินที่เกิดขึ้นแล้วที่รัฐบาลไทยจะต้องไปใช้

     ดังนั้น ต้องหาความสมดุลว่าอย่าให้สะสมเป็นภาระยาว และอย่าให้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถมารถมีเงินบริหารประเทศได้เลยในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งตนมองว่าถ้าจัดงบประมาณ 5-7 หมื่นล้านต่อปี และสมมติว่ารัฐบาลชุดนี้ทำให้เห็นได้ว่าประหยัดงบประมาณ จากการลดปัญหาการทุจริตก็น่าจะมีเงินเพียงพอที่จะไปลงทุน(มติชน 19092557)

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 41 - 49 จาก 221
Link

ผู้เยี่ยมชม: 6164554
ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550
ขณะนี้มี 19 บุคคลทั่วไป ออนไลน์