หน้าแรก
ข่าวประจำวัน
ไทยเฮ! จีนตกลงรับซื้อข้าว 2 ล้านตัน ยางอีก 2 แสนตัน(12 มี.ค.58) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Thursday, 12 March 2015

ไทยเฮ! จีนตกลงรับซื้อข้าว 2 ล้านตัน ยางอีก 2 แสนตัน(12 มี.ค.58)

     รมว.พาณิชย์ เผยจีนจะรับซื้อข้าวไทย 2 ล้านตัน ภายใต้ข้อตกลงเอ็มโอยู รวมถึงจะซื้อยางพาราอีก 2 แสนตัน และสินค้าเกษตรอื่นกับไทยมากขึ้น ชี้ย้ำความเชื่อมั่นข้าวไทยมากขึ้น...

     เมื่อวันที่ 11 มี.ค. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ แถลงร่วมกับนายหวัง เสี่ยวเทา รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน หลังการหารือเพื่อกำหนดแผนงานการดำเนินการ ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย-จีน โดยมีสาระสำคัญของ MOU คือรัฐบาลจีนจะรับซื้อข้าวจากไทย 2 ล้านตัน เป็นข้าวใหม่ 1 ล้านตัน และข้าวในสต๊อกอีก 1 ล้านตัน ซึ่งจะรับซื้อระหว่างปี 58-59

     นอกจากนี้ จีนยังตกลงในหลักการที่จะรับซื้อยางพาราจากไทย จำนวน 2 แสนตัน ในช่วงระยะเวลาการดำเนินการภายใต้ความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของไทย รวมทั้งจีนจะขยายมูลค่าการซื้อข้าวตลอดจนสินค้าเกษตรอื่นกับไทยเพิ่มขึ้น ในการเจรจาขยายการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายจะตั้งผู้แทนเพื่อเข้าร่วมในคณะกรรมการบริหารร่วม (Joint Steering Committee) โดยมี รมว.พาณิชย์ เป็นประธานฝ่ายไทย และมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วมกับคณะผู้แทนฝ่ายจีน เพื่อกำกับดูแลการดำเนินการตาม MOU

     ทั้งนี้ หลังการหารือ จะมีการสรุปผลการหารือในวันที่ 12 มี.ค. นี้ โดยที่ MOU ฉบับนี้เป็น MOU ที่สำคัญ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นข้าวไทย ซึ่งในอดีตไทยส่งออกข้าวไปจีนปีละประมาณ 500,000 ตัน และผลจาก MOU ฉบับนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น(ไทยรัฐ 11032558)

นารวม...ลดต้นทุนได้จริง(11 มี.ค.58) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Thursday, 12 March 2015

นารวม...ลดต้นทุนได้จริง(11 มี.ค.58)

     ผลการขานรับนโยบายรัฐบาลลดต้นทุนการทำนาของกรม การข้าวได้ข้อสรุปออกมาแล้ว การทำนารวม หรือทำนาแปลงใหญ่ ปลูกข้าวแบบประณีต ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้จริง ดีกว่าทำนาเล็กแบบตัวใครตัวมัน

     นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมการข้าว เผยถึงผลการทำนาของ 2 โครงการมาเปรียบเทียบ คือ โครงการหมู่บ้านชุมชนต้นแบบการลดต้นทุนการผลิตข้าว โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการปลูกข้าว เพื่อลดต้นทุนด้วยหลักการ “3 ทำ 3 ลด”

     3 ทำ...1) ปลูกข้าวไม่เกินปีละ 2 ครั้ง เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคแมลง ปลูกถั่วพร้า ปอเทือง ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด, 2) ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี, 3) ทำบัญชีฟาร์ม

     3 ลด...1) ลดเมล็ดพันธุ์ เพื่อลดความหนาแน่น ต้นข้าวจะได้แตกกอได้ดี นาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์ 15-20 กก.ต่อไร่ นาดำ 5-7 กก.ต่อไร่ นาหยอด 8-10 กก.ต่อไร่, 2) ลดปุ๋ยเคมี ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือแผ่นเทียบสี, 3) ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยหมั่นสำรวจตรวจนับแมลงศัตรูพืชในแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากมากในระดับจะเกิดการระบาดให้เลือกใช้สารชีวภาพก่อน

     ปรากฏว่า โครงการหมู่บ้านชุมชนต้นแบบการลดต้นทุนฯ ที่ปลูกข้าวกันแบบตัวใครตัวมัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 2,720 ราย ในพื้นที่ 17 จังหวัด ทั้งภาคเหนือ กลาง และอีสาน...ช่วยลดต้นทุนได้เฉลี่ย 23% หรือประมาณ 1,010 บาทต่อไร่

     ในขณะที่ โครงการผลิตข้าวพื้นที่นาแปลงใหญ่ ใน 10 จังหวัดของภาคเหนือตอนล่างและอีสาน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 852 ราย ทำนาแปลงใหญ่พื้นที่ 1,000 ไร่ขึ้นไป...ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า

     นาปลูกข้าวขาว ลดต้นทุนได้ 29% จากเดิมมีต้นทุน 8,295 บาทต่อตัน ลดลงเหลือ 5,863 บาท...และยังได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 19% จาก 729 กก.ต่อไร่ เป็น 870 กก.ต่อไร่

     ส่วนข้าวหอมมะลิ ลดต้นทุนได้ 33% จากต้นทุน 9,626 บาทต่อตัน ลดลงเหลือ 6,431 บาท...ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 30% จาก 457 กก.ต่อไร่ เป็น 593 กก.ต่อไร่(ไทยรัฐ 10032558)

ก.พาณิชย์ เตรียมตั้งคณะทำงานพิจารณาเรียกค่าเสียหายจำนำข้าว(11 มี.ค.58) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Wednesday, 11 March 2015

ก.พาณิชย์ เตรียมตั้งคณะทำงานพิจารณาเรียกค่าเสียหายจำนำข้าว(11 มี.ค.58)

     พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการรือร่วมกันระหว่างรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงแนวทางเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่งหนังสือถีงกระทรวงกาคคลัง และกระทรวงพาณิชย์ให้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งจากการหารือมีข้อสรุปให้มีการตั้งคณะทำงานพิจารณาเรียกค่าเสียหายของแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่ายกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคลัง

     โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานและประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมหารือแนวทางว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไร ก่อนจะเสนอกลับไปยังรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายเพื่อพิจารณาต่อไป

     ทั้งนี้ในส่วนการพิจารณาเอาผิดข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ 2 คนคือ นายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการกองข้าว โดยในวันพรุ่งนี้ (12 มี.ค.) จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนเพื่อพิจารณาลงโทษว่า จะเป็นโทษในลักษณะใด เบื้องต้นคือ การให้ออกกับการไล่ออก

     ทั้งนี้ พล.อ.ฉัตรชัย ยอมรับว่า รู้สึกหนักใจที่ต้องลงโทษข้าราชการ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อขวัญ และกำลังใจของข้าราชการที่ยังปฏิบัติหน้าที่ แต่จำเป็นต้องทำตามระเบียบและหลักการ(ผู้จัดการ 11032558)

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 12 March 2015 )
ชาวนาหนีแล้ง แตงโมล้นตลาด(11 มี.ค.58) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Wednesday, 11 March 2015

ชาวนาหนีแล้ง แตงโมล้นตลาด(11 มี.ค.58)

     กรณีข่าวผีซ้ำด้ำพลอยชาวนา จ.พิจิตร หนีวิกฤติภัยแล้งเลี่ยงจากทำนาปรังไปปลูกแตงโมซึ่งใช้น้ำน้อยกว่าทำนาปรังประทังชีพ แต่กลับถูกพ่อค้าคนกลางต่างถิ่นต้มตุ๋นจนเปื่อย เป็นอีกบทเรียนชอกช้ำน้ำตานองของชาวนาไทย ทุกครั้งที่มีเครื่องหมายคำถามในใจ...เป็นชาวนา ไม่ให้ทำนา จะให้ทำอะไร

     คำตอบมีหลากหลาย ชาวนาในบางพื้นที่อาจเปลี่ยนไปทำไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง หรือพืชไร่บางอย่าง ที่ใช้น้ำน้อยกว่าทำนาปลูกข้าว เพื่อฆ่าเวลารอฝนฟ้าโปรยปราย ค่อยกลับไปทำนาดังเดิม แต่ในสถานการณ์แล้งน้ำ มีชาวนาอีกหลายคนเลือก ปลูกแตงโม แทน

     ทุกวันนี้พื้นที่ปลูกแตงโมในเมืองไทยจึงกระจัดกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะแถบพื้นที่ทำนาในภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคอีสาน

     ไม่ว่าจะเป็นที่ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม อ.ตะพานหิน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร บางพื้นที่ของ จ.กำแพงเพชร กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และสกลนคร หรือแม้กระทั่งดินแดนข้าวงาม อย่าง อ.ผักไห่ พระนครศรีอยุธยา

     ก่อนหน้านี้ไม่นานมีข่าวว่า ที่ จ.พิจิตร มีชาวนากลุ่มหนึ่ง นำพื้นที่นาข้าวเปลี่ยนไปทำสวนแตงโม เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง แต่แล้วให้เหมือนถูกผีซ้ำด้ำพลอย โดนพ่อค้าคนกลางจากต่างถิ่นมาเจรจาขอซื้อแตงโมเหมายกสวน แต่พอถึงเวลานัดกลับเบี้ยว

     ชาวนาผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ คือ น.ส.คะนึง ช่างเพชรผล กับเพื่อนบ้านอีก 2 คน ซึ่งฤดูแล้งนี้สนองนโยบายลดพื้นทำนาปรังของรัฐบาล ด้วยการตัดสินใจไปเช่าที่นาของเพื่อนบ้าน และกู้ยืมเงินจาก ธ.ก.ส. มาเกือบ 1 แสนบาท เพื่อลงทุนปลูกแตงโมบนพื้นที่ 17 ไร่ ที่หมู่ 13 บ้านโพธิ์ทอง-บ้านท่ากระดาน ต.หนองปลาไหล อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร

     ปรากฏว่าแตงโมที่ทั้งสามร่วมกันลงทุนลงแรงปลูก ให้ผลผลิตงอกงามดี ก่อนหน้านี้ไม่นานมีนายมานะ (ไม่ทราบนามสกุล) พ่อค้าต่างถิ่นเข้าไปเจรจาตกลงขอซื้อแตงโมแบบเหมาหมดยกไร่ โดยนัดให้ น.ส.คะนึงและเพื่อนตัดแตงโมรอไว้จะนำรถมาบรรทุก แล้วจะจ่ายเงินให้ (โดยไม่ได้วางเงินมัดจำ)

     แต่ปรากฏว่าพอถึงวันนัด พ่อค้าคนกลางจากต่างถิ่นรายนี้กลับบอกว่าแตงโมล้นตลาด ขอยกเลิกข้อตกลง สาวสวนแตงชาวพิจิตรทั้ง 3 ราย จึงแทบกระอักเลือด เพราะแตงโมกองมหึมาหลายพันลูก

     ที่ถูกตัดออกจากขั้วต้น หากไม่มีใครมารับซื้อไป ระบายไม่ทัน ก็มีแต่รอวันเน่า พวกเธอได้แต่วิงวอนขอให้หน่วยงานภาครัฐช่วยเหลือ และเชิญชวนให้คนที่มีจิตใจเมตตาไปช่วยซื้อแตงโม

     ทันทีที่ได้รับรู้เรื่องเศร้าของชาวสวนแตงพิจิตร ในฐานะคนหัวอกและมีอาชีพเดียวกัน อรอนงค์ แตงโสภา หรือ “นง” ชาวสวนแตงโมแถววัดหน้าโคก อ.ผักไห่ พระนครศรีอยุธยา ให้ความเห็นว่า

     “น่าเห็นใจที่สุด ที่ดันไปเจอเถ้าแก่หรือคนกลางไม่เอาไหน”

     “เถ้าแก่” ในที่นี้ นง บอกว่า ชาวสวนแตงจะรู้กัน หมายถึง นายทุนหรือพ่อค้าคนกลาง ที่ตกลงออกทุนให้แก่ชาวสวนไปก่อน เมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตจะรับผลผลิตจากสวนไประบาย ขายให้ ถ้าผลผลิตและราคาแตงโมในท้องตลาดดี เถ้าแก่กับคนปลูก ก็เหลือกำไรเยอะ แต่ถ้าขาดทุนก็ต้องทำใช้เถ้าแก่ในคราวหน้า แต่เธอว่าเหตุการณ์ที่พิจิตรน่าจะเป็นกรณีคนปลูกออกทุนเอง เพราะไปกู้เงินจาก ธ.ก.ส. มาทำสวนแตง แต่ดันโชคไม่ดีเจอ

พ่อค้าคนกลางที่ไม่รับผิดชอบ

     นง บอกว่า ถึงแม้จะต่างรูปแบบกันกับกรณีที่พิจิตร แต่เธอเองก็อดหวาดหวั่นในชะตากรรมของตนด้วยไม่ได้ หลังจากได้ทราบสถานการณ์ว่า เวลานี้ผลผลิตแตงโมล้นตลาด

     “ถึงเถ้าแก่เรามีตลาดรองรับเยอะ แต่อย่าลืมว่า การปลูกแตงโม เสี่ยงสูงพอๆกับแทงไฮโล ถ้าช่วงไหนได้ผลผลิตดี แตงขาดตลาด มีสิทธิ์รวยทันตาเห็น กลับกันช่วงไหนแตงล้นตลาด ราคาตก หรือกำลังติดลูกอ่อน เจอเพลี้ยไฟลง ผิวจะขรุขระ ในชีวิตฉันเจอมาแล้ว 2 หน แบบนี้ข้าวสารจะกรอกหม้อ ยังแทบไม่มีกิน”

     ที่ว่าผลผลิตดี นง หมายถึง จะต้องได้ผลผลิตแตงโมประมาณ 3.8-4 ตัน/ไร่ขึ้นไป และขายส่งให้เถ้าแก่ที่รับซื้อในราคาหน้าสวน กก.ละ 8 บาท ถัวเฉลี่ยเกษตรกรผู้ปลูกแตงโม จึงจะมีกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย ไร่ละประมาณ 1 หมื่นบาท

     หมายความว่า หากมีพื้นที่ปลูกแตงโม 50 ไร่ เหมือนกับกรณีของ “นง” ภายในวงรอบที่ใช้ระยะเวลาปลูกแค่ 2 เดือนเศษ เธอจะมีกำไรเนื้อๆ หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วถึง 5 แสนบาท

     แต่ถ้าเป็นกรณีกลับกัน แทงสูงดันไปออกต่ำ หรือแทงต่ำดันไปออกสูง เหมือนแทงไฮโลพลาด นง บอกว่า เธอต้องขาดทุนเข้าเนื้อ หรือเป็นหนี้ติดลบเถ้าแก่ถึงคราวละ 2-3 แสนบาท แต่เถ้าแก่ของเธอไม่ได้เร่งรัดอะไร ให้ใช้วิธีไปปลูกแก้ตัวใหม่ หักกลบลบหนี้กันในผลผลิตรอบหน้าแทน

     การที่ผลผลิตไม่ดี หรือกรณีแตงโมล้นตลาด “นง” ว่า คนปลูกต้องแบกภาระ ตั้งแต่ค่าเช่าที่นาในราคาไร่ละ 2,000 บาท ต่อคราว (3 เดือน) ค่ารถไถทำร่องอีกไร่ละ 1,500 บาท ค่าสายยางปล่อยน้ำหยดรดต้นแตงโม ไร่ละ 1,500 บาท ค่าปุ๋ยไร่ละ 3,000 บาท ค่ายาฆ่าเพลี้ยไฟ ไรแดง หนอนเขียวอีกไร่ละประมาณ 1,000 บาท

     ยังไม่นับค่าน้ำมันดีเซลสูบน้ำไปปล่อยให้หยดตามท่อรดต้นแตงโมอีกวันละ 600 บาท ต่อพื้นที่ปลูก 50 ไร่ ยิ่งช่วงแตงโมออกลูก ต้องให้น้ำเพิ่มขึ้นและใช้น้ำมันถึงวันละ 800-1,000 บาท ยังมีค่าแรงคนงานปลูก แต่งยอด แต่งลูก (ปลิดลูกไม่สวยทิ้ง) อีกคนละ 300 บาท ต่อวัน

     นง บอกว่า เรื่องของเรื่อง สิ่งที่ทำให้เธอหวาดหวั่นในอุราที่สุด ก็คือ นับถอยหลังจากนี้ไปเหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วัน ผลผลิตแตงโมรอบแรกของเธอจะได้เวลาเก็บขาย (ประมาณวันที่ 25 มีนาคม 2558)

     หากมีสถานการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เธอว่ายังไม่รู้จะทำใจได้แค่ไหน “เป็นปีก่อนๆ ป่านนี้ฉันคงยิ้มได้ เพราะรอวันรับเงิน แต่ปีนี้รูปการณ์ไม่ปกติ หลายคนที่ไม่มีน้ำทำนา หนีมาปลูกแตงโมกันเป็นแถว ต่างคนต่างปลูกแบบนี้ ถ้าแตงล้นตลาดขึ้นมา ยังไม่รู้เลยว่าจะได้กอดคอตายหมู่กันรึเปล่า”

     นงว่า ตลาดแตงโมไม่เหมือนตลาดข้าว “ถ้าข้าวล้นตลาด ราคาถูก ถึงยังไงก็ยังเก็บเอาไว้รอขายตอนราคาขึ้นได้ เพราะไม่เน่า แต่แตงโมพอตัดขั้วออกจากต้นแล้ว ขืนเก็บไว้นาน ไม่รีบขาย มันจะเน่า จึงขึ้นอยู่กับเถ้าแก่ ถ้าเขาดีก็จะไม่ทิ้งลูกน้อง หรือลูกสวนอย่างเรา บางทีราคาแตงเหลือแค่โลละ 2 บาท เขาก็ยังช่วยขนไประบายขายให้ที่ตลาดไท มหานาค สี่มุมเมืองและภาคใต้”

     ทางออกสุดท้าย อรอนงค์ แตงโสภา ชาวนาจาก อ.สามชุก สุพรรณบุรี ผู้ผันชีวิตมายึดอาชีพปลูกแตงโมขาย ฝากบางประโยคทิ้งท้ายไปยังผู้บริหารประเทศ

     “ชาวสวนแตงไม่ขออะไรมาก ขอแค่ให้รัฐบาลช่วยดูแลเรื่องค่าปุ๋ย ค่ายา ให้ถูกลงกว่านี้หน่อย แค่นี้ก็ถือว่าพวกท่านคืนความสุขให้พวกเราแล้ว”. (ไทยรัฐ 11032558)

ระบบสหกรณ์ ทางรอดทางออกของข้าวไทย(10 มี.ค.58) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Wednesday, 11 March 2015

ระบบสหกรณ์ ทางรอดทางออกของข้าวไทย(10 มี.ค.58)

     ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ที่ผ่านมาข้าวไทยครองอันดับหนึ่ง ในตลาดโลกสร้างรายได้ให้กับประเทศและเป็นรายได้หลักของเกษตรกร

     แต่ในปี 2555 ที่ผ่านมาต้องเสียแชมป์เพราะยอดการส่งออกน้อยกว่าอินเดีย และ เวียดนามที่ขายในราคาที่ต่ำกว่า แต่หากเทียบในเชิงมูลค่าแล้วไทยยังคงครองแชมป์ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งอยู่จากการขายข้าวที่มีคุณภาพที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในตลาดโลก และหนึ่งในขบวนการผลิตและจำหน่ายข้าวไทยคุณภาพนอกเหนือจากภาคเอกชนโดยทั่วไปแล้วก็มีสหกรณ์ที่มีมูลค่าในการดำเนินการมากอยู่ไม่น้อย ที่สำคัญในการดำเนินการของสหกรณ์นั้นจะเอื้อต่อผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะพึงได้รับอย่างเห็นได้เป็นรูปธรรม เพราะสหกรณ์ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งเป็นเกษตรกร เมื่อสหกรณ์มีผลกำไรก็ย่อมที่จะหมายถึงผลกำไรของเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์เหล่านั้นด้วยเมื่อถึงวาระของการปันผลจากกิจการของสหกรณ์ อันต่างจากภาคเอกชน ที่ผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดคือผู้ลงทุนหรือเจ้าของทุนในธุรกิจนั้น

     ขณะเดียวกันก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางของการระบายข้าวให้กับเกษตรกรสมาชิกที่ผลิตข้าว ดังที่ปรากฏเป็นรูปธรรมตลอดมาว่ายามที่มีปัญหาเรื่องข้าวไม่ว่าจะกรณีใด ๆ เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์มักจะไม่ได้รับผลกระทบ ด้วยสหกรณ์มีระบบที่สามารถให้การช่วยเหลือได้นั้นเอง ที่ปัจจุบันหลายฝ่ายยอมรับว่านี้คือทางรอดทางออกของเกษตรกรไทยที่ปลูกข้า

     สหกรณ์ทั่วประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของข้าวมีไม่น้อยกว่า  588 แห่ง มีสมาชิกเกษตรกรไม่น้อยกว่า 4.64 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 6.92 ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ ในแต่ละปีสหกรณ์สามารถรวบรวมผลผลิตข้าวจากสมาชิกคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 12,416 ล้านบาท หรือกว่า  7.6 แสนตัน

     โดยพื้นที่ที่ทำการรวบรวมข้าวอย่าง กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีมูลค่ากว่า  399.01 ล้านบาท ผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จำนวนกว่า 383.16 ล้านบาท ภาคกลาง มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 576.80 ล้านบาท ผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี จำนวนไม่น้อยกว่า  349.96 ล้านบาท ภาคตะวันตก มีมูลค่ารวมกว่า 294.90 ล้านบาท ผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีมูลค่ากว่า 269.70 ล้านบาท ภาคตะวันออก มีมูลค่ารวมกว่า 443.64 ล้านบาท ผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 280.31ล้านบาท ภาคเหนือ มีมูลค่ารวมกว่า 3,910.52 ล้านบาท ผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มีมูลค่าจำนวน 889.52 ล้านบาท ภาคใต้ มีมูลค่ารวมกว่า 66.79 ล้านบาท ผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครศรี ธรรมราชจำนวน 60.44 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีมูลค่ารวมกว่า 5,760.60 ล้านบาท ผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 1,152.36 ล้านบาท

     และข้าวทั้งขบวนการผลิตและแปรรูปของสหกรณ์นั้นจะเป็นประเภทที่มีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้งสิ้น ซึ่งในจำนวนนี้มากกว่าร้อยละ 70 ที่สหกรณ์ผลิตส่งให้กับภาคเอกชนที่มียี่ห้อทางการค้าเป็นของตัวเองเป็นการเฉพาะและนำออกจำหน่ายทั้งในห้างสรรพสินค้าชั้นนำและประเภทขายตรงทั้งในและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งราคาที่ผู้บริโภครับซื้อไปจึงต้องสูงตามระดับของยี่ห้อทางการค้า หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงหาแนวทางและจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้บริโภคโดยทั่วไปแม้จะมีกำลังซื้อน้อยได้เข้าถึงและได้บริโภคข้าวคุณภาพของสหกรณ์เหล่านั้นด้วย

     โดยล่าสุดทางรัฐบาลได้จัดงาน วิถีข้าว วิถีไทย บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม-5 เมษายน 2558 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากข้าวของเกษตรกร สู่ชุมชนเมือง ภายในงานมีการนำข้าว และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว มาจำหน่าย แบบไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง กว่า 80 ร้านค้า ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีข้าวคุณภาพหลากหลายชนิดและประเภท ทั้งที่แปรรูปและข้าวสารมาจำหน่ายในราคาแบบสหกรณ์

     และที่นอกเหนือกว่านั้น ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์  ได้ร่วมกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดยสหกรณ์การเกษตรที่ผลิตและแปรรูปข้าวตลอดจนร้านค้าสหกรณ์ที่จำหน่ายข้าวสารสหกรณ์ จะลดราคา 10 เปอร์เซ็นต์ ให้กับผู้ซื้อสินค้าในร้านสหกรณ์ โดยตัดคูปองส่วนลดจากหน้าหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ มาแลกซื้อกับร้านสหกรณ์ภายในงาน ก็จะได้สินค้าคุณภาพในราคาต่ำกว่าท้องตลาดโดยทั่วไปทันที  ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6  มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2558 นี้(เดลินิวส์ 07032558)

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 41 - 49 จาก 145
Link

ผู้เยี่ยมชม: 6741200
ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550
ขณะนี้มี 15 บุคคลทั่วไป ออนไลน์