หน้าแรก
ข่าวประจำวัน
มติ ป.ป.ช. ส่ง สนช. สอย ยิ่งลักษณ์ ไม่ยับยั้งจำนำข้าว(10 ต.ค.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Friday, 10 October 2014

มติ ป.ป.ช. ส่ง สนช. สอย ยิ่งลักษณ์ ไม่ยับยั้งจำนำข้าว(10 ต.ค.57)

     ป.ป.ช.ลงมติยืนยันส่งคดีถอดถอน “ปู” ให้ สนช.สอย กรณีไม่ยับยั้งความเสียหายโครงการจำนำข้าว เผยแม้ รธน.ปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดินพ่วงติดตัว

     เมื่อวันที่ 9 ต.ค. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงการพิจารณาส่งสำนวนคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีโครงการรับจำนำข้าวไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาถอดถอนว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ยืนยันให้ส่งรายงานการไต่สวนการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมเอกสารความเห็นไปยังประธาน สนช. เพื่อดำเนินการถอดถอนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยเป็นการชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามมติเดิมที่เคยชี้มูลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 178 และส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 (1) กรณีไม่ยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ซึ่งเป็นมูลเหตุให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 270 ประกอบพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 58

     นายสรรเสริญ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีประกาศให้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังมีผลบังคับใช้ต่อไป อีกทั้งรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 มาตรา 6 ให้อำนาจ สนช.ทำหน้าที่แทน ส.ส.และส.ว.

     ขณะเดียวกัน สนช.ยังมีข้อบังคับการประชุม สนช. กำหนดให้ สนช.มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น ป.ป.ช.จึงต้องส่งสำนวนคดีดังกล่าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ สนช.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป คาดว่าจะส่งสำนวนการถอดถอนดังกล่าวไปให้ สนช.ได้ในสัปดาห์หน้า ส่วนการถอดถอนอดีต 39 ส.ว. กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ คาดว่าจะส่งเรื่องให้ที่ประชุม ป.ป.ช.พิจารณาได้ในสัปดาห์หน้า

     ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นการทำผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งไม่มีผลบังคับใช้แล้ว อาจจะมีปัญหาเหมือนกรณีการถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภาหรือไม่ นายสรรเสริญตอบว่า กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์มีการระบุความผิดใน 2 กฎหมาย คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 50 กับ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แม้รัฐธรรมนูญปี 50 จะไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ไม่ได้ถูกยกเลิกไป ซึ่งรัฐบาลใดที่มาบริหารประเทศ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายตัวนี้ ดังนั้นกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงไม่เหมือนกับคดีของนายสมศักดิ์และนายนิคม การพิจารณาทั้งสองคดีนี้จึงไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับที่ประชุม สนช.จะพิจารณาดำเนินการถอดถอนหรือไม่(ไทยรัฐ 09102557)

FAO คาดเวียดนามส่งออกข้าวปีนี้เพิ่มขึ้น 6.9 ล้านตัน(10 ต.ค.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Friday, 10 October 2014

FAO คาดเวียดนามส่งออกข้าวปีนี้เพิ่มขึ้น 6.9 ล้านตัน(10 ต.ค.57)

     องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้คาดการณ์ว่าการส่งออกข้าวของเวียดนามในปี 2557 จะเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบปีต่อปี ที่จำนวนทั้งสิ้น 6.9 ล้านตัน

     องค์การระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ปริมาณการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากผลผลิตข้าวของประเทศเพิ่มสูง และความต้องที่เพิ่มมากขึ้นจากตลาดเอเชีย ซึ่งประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน และฟิลิปปินส์ และ FAO ยังได้ประเมินว่า ผลผลิตข้าวของเวียดนามในปีนี้จะสูงมากถึง 44.5 ล้านตัน(รายละเอียดข่าว)

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 13 October 2014 )
ไฟไหม้ 10 ล้อบรรทุกรถเกี่ยวข้าวกลางถนนสุโขทัย วอดกว่าล้าน(10 ต.ค.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Friday, 10 October 2014

ไฟไหม้ 10 ล้อบรรทุกรถเกี่ยวข้าวกลางถนนสุโขทัย วอดกว่าล้าน(10 ต.ค.57)

     หน่วยกู้ภัยเทพนิมิตร และพนักงานดับเพลิง อบต.สารจิตร อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ร่วมกันสกัดเหตุเพลิงไหม้รถสิบล้อบรรทุกรถเกี่ยวข้าว บนถนนริมคลองชลประทาน หมู่ 10 ต.บ้านแก่ง อ.ศรีสัชนาลัย เมื่อเวลา 20.30 น. คืนที่ผ่านมา (9 ต.ค.) พบเพลิงกำลังลุกไหม้ท่วมห้องโดยสารรถสิบล้อ และลุกลามไหม้ห้องเครื่องรถเกี่ยวข้าว จึงเร่งฉีดน้ำสกัด ใช้เวลา 40 นาทีจึงควบคุมเพลิงไว้ได้

     จากการตรวจสอบรถสิบล้อ ทะเบียน 81-5364 สุโขทัย พบว่าห้องโดยสารและเครื่องยนต์ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมด ส่วนรถเกี่ยวข้าวที่บรรทุกมาด้านหลังได้รับความเสียหายบริเวณห้องเครื่อง และตัวรถบางส่วน รวมค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท

     นายปอ อายุ 20 ปี คนขับรถสิบล้อเล่าเหตุการณ์ว่า หลังรับจ้างเกี่ยวข้าวที่หมู่ 9 ต.บ้านแก่ง ได้ขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านที่หมู่ 9 ต.สารจิตร ถึงที่เกิดเหตุได้กลิ่นเหม็นไหม้ และเห็นเพลิงกำลังลุกไหม้ออกมาจากห้องเครื่องรถสิบล้อ จึงรีบจอดและวิ่งหนีออกมาจากตัวรถ จากนั้นเพลิงก็ไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว จึงได้โทรศัพท์แจ้งรถดับเพลิงมาช่วยเหลือ ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบอีกครั้ง(ผู้จัดการ 10102557)

“จ.กาฬสินธุ์” คุมเข้ม เกษตรกรขึ้นทะเบียนปลูกข้าวนาปี(10 ต.ค.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Friday, 10 October 2014

“จ.กาฬสินธุ์” คุมเข้ม เกษตรกรขึ้นทะเบียนปลูกข้าวนาปี(10 ต.ค.57)

     เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่สำนักงานเกษตรอำเภอยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พ.อ.จุมพล จุมพลภักดี ผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 6 ในฐานะรองผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดกาฬสินธุ์ พ.อ.ฉกาจพงษ์ หงษ์ทอง ที่ปรึกษากองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้าตรวจติดตามแนวทางและผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ 18 แห่ง โดยมีนายสมบูรณ์ ซารัมย์ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ รายงานความคืบหน้า ปรากฏว่ามีเกษตรกรทยอยขึ้นทะเบียนกันอย่างคึกคัก

     นายสมบูรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ 115,473 ครัวเรือน ส่วนการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวในปี 2556/57 มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนแล้ว 102,885 ครัวเรือน และตามแผนคาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ทั้งนี้กาฬสินธุ์มีพื้นที่ทำการเกษตรรวมกว่า 4 ล้านไร่ ซึ่งภายหลังจากขึ้นทะเบียนจะมีการเก็บตกเกษตรกรที่ตกหล่นจนสิ้นสุดเดือนตุลาคม

     จากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของ ธ.ก.ส.ในการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรไม่เกินคนละ 15 ไร่ ซึ่งเจ้าหน้าที่เกษตรก็จะลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเกษตรกร พร้อมให้ความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกข้าว ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและนโยบายการช่วยเหลือของ คสช.ต่อไป

     ทั้งนี้ กองกำลังฯ ได้กำชับให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลจริงในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานทหารจะร่วมสุ่มตรวจสอบความโปร่งใส เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตในงบประมาณต่อไปด้วย(ผู้จัดการ 09102557)

20ต.ค.ดีเดย์แจกพันบาทให้เกษตรกร ชาวนางง! ขออย่างได้อย่าง โรงสีชี้มีปั่นทุบราคาข้าว(09 ต.ค.57) พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย surat   
Friday, 10 October 2014

20ต.ค.ดีเดย์แจกพันบาทให้เกษตรกร ชาวนางง! ขออย่างได้อย่าง โรงสีชี้มีปั่นทุบราคาข้าว(09 ต.ค.57)

     ดีเดย์ 20 ตุลาคมนี้ ธ.ก.ส.เดินหน้าจ่ายเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาท จากต้นทุนผลิตไร่ละ 4,787 บาท ส่วนทางเครือข่ายชาวนาร้องขอข้าวตันละ10,000 บาท ด้านกลุ่มโรงสีแฉรัฐจ่ายเปล่า เหตุผู้ส่งออกไล่ทุบ-ไล่ปั่นราคาข้าว คอยรับออร์เดอร์ตีกิน "ส่วนต่าง" กำไรอื้อ

     หลังจากที่รัฐบาลได้ กำหนดมาตรการช่วยลดปัจจัยการผลิตให้แก่ชาวนาที่ทำนาไม่เกิน 15 ไร่ จำนวนไร่ละ 1,000 บาทและชาวนาที่ทำนาเกิน 15 ไร่ได้รับการอุดหนุนไม่เกิน 15,000 บาทนั้น นายชวลิตชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมส่งบัญชีทะเบียนเกษตรกรที่มีอยู่ในมือจะ เป็นหน่วยงานหลัก โดยจะส่งบัญชีรายชื่อชาวนาให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ประมาณวันที่ 20 ตุลาคมนี้

     โดยคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับ เงินอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาทนั้น ไม่ว่าจะทำนาบนที่นาของตัวเองหรือเป็นนาเช่าก็มีสิทธิ์เช่นเดียวกัน และหากรวมมาตรการอื่น ๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ อาทิ การลดปัจจัยการผลิตเชื่อว่าจะช่วยยกระดับราคาผลผลิตข้าวนาปี 2557/58 ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวในเร็ว ๆ นี้ได้ "รูปแบบการจ่ายเงินให้กับชาวนาจะโอนเข้าบัญชีเกษตรกรเลย เราคงไม่จ่ายเป็นเงินสด" นายชวลิตกล่าว

     ส่วนการให้วงเงินสินเชื่อแก่ สหกรณ์/สถาบันเกษตรกรใช้รวบรวมข้าวเปลือกเพื่อดึงข้าวออกจากระบบ กำหนดเป้าหมาย 4 ล้านตันนั้น ล่าสุดมีการอนุมัติสินเชื่อไปกว่า 8,000 ล้านบาท จากที่ยื่นความขอกู้มากว่า 20,000 ล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมา

     นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ตัวเลขของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรในโครงการที่ให้สิทธิ์ลด ดอกเบี้ย 3% ไป 2.8-2.9 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 88% แล้วจากทั้งหมด 3.4 ล้านครัวเรือน ดังนั้น ธ.ก.ส.ก็จะใช้ฐานข้อมูลเดียวกันนี้จ่ายเงินให้กับชาวนา โดยเมื่อชาวนาได้รับใบรับรองการขึ้นทะเบียนแล้วก็ต้องมาแสดงตนที่สาขาธ.ก.ส. พร้อมใบรับรอง บัตรประชาชนและสมุดบัญชีเงินฝาก จากนั้น ธ.ก.ส.จะตรวจสอบข้อมูลและคำนวณเงินช่วยเหลือที่จะได้รับออกมาแล้วก็จะโอน เงินเข้าบัญชีให้ชาวนา จะสามารถเบิกเงินได้ภายใน 3 วันหลังจากวันที่มาแจ้งใช้สิทธิ

     สำหรับเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยต้นทุน 1,000 บาทต่อไร่นั้น มาจากการคำนวณต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 4,787 บาทต่อไร่ ที่ผ่านมา คสช.ได้ช่วยด้วยมาตรการลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 432 บาทต่อไร่ที่เหลือก็มีต้นทุนอีก 2-3 ประเภทที่ช่วยลดได้ "เงิน 1,000 บาท คำนวณจากการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ 100% กับปัจจัยการผลิตอื่น ปุ๋ย/สารเคมีการเกษตร 50% รวมกันแล้วได้ประมาณ 1,008 บาท นี่เป็นฐานคำนวณในการช่วยลดต้นทุนให้ 1,000 บาทต่อไร่ มาตรการนี้ ธ.ก.ส.คาดว่าจะจ่ายเงินจำนวน 40,000 ล้านบาทออกไปเข้าบัญชีชาวนาที่ได้เสร็จภายในระยะเวลา 1-1.5 เดือนนับจากวันที่ 20 ต.ค.นี้"นายลักษณ์กล่าว

     ด้านนายระวี รุ่งเรือง นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย กล่าวว่า มาตรการจ่ายเงินชาวนาที่ออกมานั้น "ชาวนาได้ประโยชน์แต่ยังไม่เพียงพอ" เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตข้าวของชาวนาที่ไร่ละ 6,000 บาท โดยชาวนาต้องการให้รัฐบาลเพิ่มการช่วยเหลือจากการจ่ายชดเชยจาก 15 ไร่ เป็น 20 ไร่ และต้องการในช่วยเรื่องการกำหนดจุดความชื้นของข้าวเปลือก เพราะราคาข้าวตันละ 8,000-8,500 บาท ที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายไว้เป็นข้าวแห้งความชื้น 15% แต่ข้าวเปลือกปกติของชาวนาส่วนใหญ่จะมีความชื้นเฉลี่ยสูงถึง 25-30% "ถ้าคำนวณข้าวเปลือกที่ขายความชื้นเฉลี่ย 25% ชาวนาถูกหักจุดความชื้นที่จุดละ 120 บาท เงินที่ชาวนาได้รับจะหายไปจากการถูกหักค่าความชื้นเพิ่มเติม10 จุด หรือคิดเป็นเงิน 1,200 บาทเท่ากับชาวนาได้รับเงินจริงเพียงแค่ 6,800-7,300 บาทเท่านั้น"

     ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะกำหนดมาตรการจ่ายเงินอุดหนุนต้นทุนไร่ละ 1,000 บาทนั้น เครือข่ายชาวนาไทย (สมาคมชาวนาข้าวไทย-สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย-สมาคมส่งเสริมชาวนาไทย-เครือ ข่ายชาวนาไทย-ศูนย์ข้าวชุมชน) ได้ประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนยก ระดับราคาด้วยการกำหนดราคาข้าว 100% ตันละ 10,000 บาท, ข้าวหอมปทุม ตันละ11,000 บาท, ข้าวหอมมะลิ 16,000 บาท, ข้าวเหนียว 13,000 บาท

     ขณะ ที่กลุ่มผู้ประกอบการโรงสีข้าวให้ความเห็นต่อมาตรการนี้ว่า "แม้จะไม่ยุ่งกลไกตลาดก็จริง แต่ปัญหาซัพพลาย (ข้าว) ที่ล้นไม่ได้ถูกแก้ไข" แถมรัฐบาลยังประกาศระบายข้าวต่อเนื่องกันเป็นชุด ๆ"รัฐบาลมองว่าเงิน 40,000 ล้านบาทจะช่วยดันราคาข้าวเปลือกให้ได้ 8,500-9,000 บาท สมมติว่าทำแบบนี้ 2 ฤดูกาลผลิตเท่ากับสูญ80,000 ล้านบาท ไม่ช่วยให้ราคาข้าวขยับขึ้นด้วย แถมยังซ้ำรอยโครงการประกันรายได้ ตอนนี้เหมือนพาณิชย์กับคลังต่างคนต่างพายเรือ"

     สาเหตุที่ราคาข้าวลด ลงต่ำในช่วงนี้เป็นเพราะรัฐบาลเร่งปล่อยระบายข้าวโดยให้ผู้ส่งออกเข้าไปร่วม ซื้อข้าวในตลาดมาปรับปรุงและจ่ายส่วนต่างให้ เช่น คอฟโกให้ตันละ 25 เหรียญ จากราคา FOB ตันละ 475 เหรียญหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตันละ 77 เหรียญ เหลือ 398 เหรียญ ผู้ส่งออกได้ค่าส่วนต่าง 25 เหรียญ เท่ากับ 423 เหรียญ หรือคิดเป็นเงินบาท เท่ากับ 13,536 บาท ถือว่า "ราคาดีมาก ส่งออกได้กำไรอื้อ" พอมาถึงงวดฟิลิปปินส์อีก 300,000 ตัน รัฐบาลก็จ่ายอีกตันละ 30 เหรียญ

     ล่าสุด ผู้ส่งออกข้าวปั่นราคาลง ข้าวสารลงจาก 13,000 บาท/ตัน เหลือ 12,400-12,500 บาท/ตัน หรือราคาข้าวเปลือกประมาณ 8,000-8,100 บาท/ตัน (ความชื้น 15%) ซึ่งใกล้เคียงกับราคาเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อจะใช้เป็น "ราคาอ้างอิงราคาฟลอร์ไพรซ์" ที่จะประมูลแบบยื่นซื้อแบบมีออร์เดอร์ เช่น ถ้าราคาตลาดปกติ 13,000 บาท ยื่นซื้ออาจจะตั้งราคาลดลงไป 1,500 บาท ก็จะเหลือ 11,500 บาท ถ้าอย่างนั้นก็ทำราคาตลาดลงเหลือ 12,500 บาท ราคายื่นซื้อจะได้เหลือแค่ 11,000 บาท แบบนี้ เป็นต้น

     "ตอนจะรับออร์เดอร์ข้าวฟิลิปปินส์ก็ ปั่นไปรับราคาให้สูง พอตกลงกับกรมการค้าต่างประเทศเรื่องราคาได้ ก็ทุบลงซื้อของถูกไปส่ง ต่อให้รัฐบาลอุดหนุนชาวนาอีกฤดูกาลจ่ายไปอีก 80,000 ล้านบาท แต่มีคนทุบคนปั่นราคาข้าวแบบนี้ ทำอย่างไรข้าวเปลือกในประเทศราคาก็ไม่ขึ้น" (ประชาชาติธุรกิจ 07102557)

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 41 - 49 จาก 304
Link

ผู้เยี่ยมชม: 6230698
ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550
ขณะนี้มี 35 บุคคลทั่วไป ออนไลน์