นายกรัฐมนตรี เล็งตั้งทีมสอบสต๊อกข้าว(30 ก.ค.53)
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เตรียมจัดตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามและตรวจสอบข้าวสารในสต๊อกข้าวของรัฐบาลที่มีอยู่กว่า 5 ล้านตัน เพื่อสำรวจปริมาณและคุณภาพข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลทั้งหมด ว่าเป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ก่อนที่ผลผลิตข้าวนาปีประจำปี 2553/2554 จะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้ ทั้งนี้นายกฯ ยังสั่งให้นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เร่งดำเนินการระบายสินค้าเกษตรทั้งข้าวและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่อยู่ในสต๊อกของรัฐบาลเป็นจำนวนมากโดยเร็ว
ก่อนหน้านี้นายกฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานติดตามและตรวจสอบสต๊อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปแล้ว พบว่าขณะนี้ผลิตภัณฑ์มันเส้นที่อยู่ในสต๊อกของรัฐบาลกำลังเสื่อมคุณภาพลงทั้งหมด จนทำให้ ครม.มีมติให้กระทรวงพาณิชย์เร่งระบายผลิตมันสำปะหลังในสต๊อกของรัฐบาลที่มีอยู่กว่า 9 แสนตัน ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด หรืออย่างน้อยต้องมีการเดินหน้าเร่งระบายล็อตแรกให้เสร็จภายในวันที่ 3 ส.ค.นี้
จากการเกิดโรคระบาดของเพลี้ยแป้งและภาวะภัยแล้ง ได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตหัวมันสดในปี 2553/2554 ที่คาดว่าจะมีผลผลิตไม่เกิน 15 ล้านตัน จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 19 ล้านตัน ลดลงจากผลผลิตในปี 2552/2553 มากถึง 8.89% และลดลงจากปี 2551/2552 มากถึง 27.06% เมื่อนำมาเทียบกับปริมาณความต้องการใช้เพื่อแปรรูปเป็นมันเส้นและแป้งมันประมาณ 30-32 ล้านตัน ทำให้ราคาหัวมันสดสูงกว่าราคาประกันของรัฐบาลที่กำหนดไว้ที่กิโลกรัมละ 1.90 บาท ยังพบว่าจากปัญหาภัยธรรมชาติได้ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังหันไปปลูกพืชเกษตรชนิดอื่นแทน โดยเฉพาะอ้อยและข้าวโพด(บ้านเมือง 27072553)
ผู้ส่งออกชี้เวียดนามดัมพ์ราคาแย่งตลาดข้าวไทย(30 ก.ค.53)
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ปริมาณข้าวที่ส่งออกไปฮ่องกงครึ่งปีแรกลดลง 30% หรือ 6 หมื่นตัน เนื่องจากเวียดนามดัมพ์ราคาส่งออกในราคาเฉลี่ยน 550 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้างหอมมะลิของไทยมีราคาถึง 900 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
นายชูเกียรติ กล่าวต่อว่า ปัญหาของการส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยเนื่องจากราคาประกันข้าวเปลือกหอมมะลิที่สูงถึงตันละ 1.5 หมื่นบาท นอกจากนี้ผลผลิตที่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้ยอดส่งออกข้าวหอมมะลิปีนี้เหลือเพียง 1.6 ล้านตัน จากปีที่ผ่านมาส่งออก 2 ล้านตัน
ขณะที่ 5 เดือนแรกของปีนี้เวียดนามได้ส่งออกข้าวไปฮ่องกงและจีนแล้ว 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกือบเท่ามูลค่าส่งออกข้าวไทยไปยังฮ่องกงในปีที่ผ่านมา โดยฮ่องกงยังเตรียมนำเข้าข้าวจากเวียดนามอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
"รัฐบาลควรจะเร่งประชาสัมพันธ์คุณภาพข้าวหอมมะลิไทยว่ามีคุณภาพดีกว่าเวียดนาม รวมทั้งช่วยเหลือในการลดต้นทุนการผลิตด้วย"(กรุงเทพธุรกิจ 27072553)
ปรับใหญ่ยุทธศาสตร์ข้าว เน้นคุณภาพแทนปริมาณ-วางตำแหน่งการตลาดใหม่
(30 ก.ค.53)
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยประสบปัญหาการส่งออกข้าวอย่างมาก เนื่องจากผู้นำเข้าต่างประเทศรอการซื้อข้าวจากการระบายสินค้าในสต๊อกรัฐบาล และบางส่วนสั่งซื้อข้าวหอมมะลิจากเวียดนามเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ โดยกำหนดเป้าหมายเชิงคุณภาพแทนประมาณ รวมถึงการวางตำแหน่งทางการตลาด แต่หลีกเลี่ยงตลาดเดียวกับเวียดนาม
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยอีกว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรแบบถาวร ในสัปดาห์นี้ เพื่อวางกรอบการใช้งบประมาณประจำ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อนโยบายการให้ความช่วยเหลือชาวนา ทำให้ชาวนาวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับนโยบาย เช่น การปลูกข้าวคุณภาพสูงแทนการปลูกข้าวอายุสั้น
ส่วนแนวทางการปรับปรุงนโยบาย จะให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มีส่วนรับรองสิทธิเกษตรกรมากขึ้น กำหนดราคาข้าวตามคุณภาพที่แท้จริง เพิ่มจำนวนสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ และวางระบบติดตาม ตรวจสอบโครงการด้วย(ผู้จัดการ 26072553)
ขยายเวลาแผนปรับลดการทำนาปรัง(30 ก.ค.53)
นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า รูปแบบการปลูกข้าวใหม่นั้น จะทำนาให้สอดคล้องกับการบริหารการจัดการน้ำ และปริมาณน้ำต้นทุนเฉลี่ยในแต่ละปี เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานโดยเฉพาะพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยาใหญ่มีการปลูกข้าวปีละ 3-4 รอบปลูก กรมชลประทานจึงมีการระบายน้ำเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการใช้น้ำต้นทุนเกินแผนที่วางไว้ เกิดปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เหลือปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนน้อยลงไปอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังจะเป็นการลดปัญหาการระบาดของศัตรูพืช โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากมีการปลูกพืชซ้ำบนพื้นที่เดียวกันนานเกินไป ซึ่งในฤดูนาปรังที่ผ่านมา มีการระบาดอย่างรุนแรงทำให้เกษตรกรต้องทำลายนาข้าวทิ้งและปลูกใหม่ล่าช้าเกินฤดูกาล จนเกิดข้าวค้างทุ่งที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำไม่เพียงพอตามมาด้วย
สำหรับรูปแบบวิธีการปลูกข้าวในพื้นที่ชลประทานใหม่นั้น กระทรวงเกษตรฯได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งกรมชลประทาน ตลอดจนได้มีการชี้แจงให้ตัวแทนเกษตรกรได้รับทราบแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วย ซึ่งจะไม่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง เนื่องจากจะมีรายได้จากพืชอื่นทดแทน รวมทั้งยังจะทำให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น และไม่เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำอีกด้วย โดยมี 3 รูปแบบด้วยกันคือ
1.ปลูกข้าวนาปี-พืชหลังนา-ข้าวนาปรัง คือ เกษตรกรสามารถปลูกข้าวนาปีได้เต็มพื้นที่ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จให้เกษตรกรปลูกพืชหลังนาที่ใช้น้ำน้อยได้เต็มพื้นที่เช่นกัน เมื่อเก็บผลผลิตแล้วปริมาณน้ำที่เหลือนำมาใช้สำหรับปลูกข้าวนาปรัง 2.ปลูกข้าวนาปีเว้นปลูกข้าวนาปรัง คือ เกษตรกรสามารถปลูกข้าวนาปีได้เต็มพื้นที่ เก็บเกี่ยวเสร็จให้เว้นการปลูกพืชทุกชนิดจะปล่อยพื้นที่นาให้ว่างประมาณ 2 เดือน จากนั้นสามารถปลูกข้าวนาปรังได้จำนวนเหมาะสมตามปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ และ 3.ปลูกข้าวนาปีพืชหลังนาพืชไร่ คือ เกษตรกรสามารถปลูกข้าวนาปีได้เต็มพื้นที่ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จให้ปลูกพืชหลังนาที่ใช้น้ำน้อย และพืชไร่ ตามลำดับได้เต็มพื้นที่เช่นกัน(เดลินิวส์ 30072553)
ชาวนาพิจิตรเลิกทำนาหันปลูกตะไคร้แก้จน(30 ก.ค.53)
นางสังเวียน กุลละมัย อายุ 66 ปี ชาวนาหมู่ 2 ต.ไผ่ขวาง อ.เมือง จ.พิจิตร ซึ่งมีพื้นที่นา 50 ไร่ ประกาศปีนี้เลิกทำนา เหตุจากฝนทิ้งช่วงเคยหว่านข้าวปลูกมาแล้ว 2 รอบ แห้งตาย ขาดทุนหลายหมื่นจึงหันมาใช้พื้นที่นาแค่ 1 งาน ปลูกตะไคร้ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรใช้น้ำน้อย อีกทั้งไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง หรือใส่ปุ๋ย ตะไคร้ ก็เจริญเติบโตสามารถขุดไปขายได้ถึงกิโลกรัมละ 5 - 7 บาท โดยที่ผ่านมาปลูกตะไคร้มาเป็นเวลา 3 เดือน มีพ่อค้ามาจองขอรับซื้อไปส่งยังตลาดในกรุงเทพฯ ตะไคร้โตแทบไม่ทัน โดยขุดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ได้ผลผลิต 200-300 ก.ก.ทำให้มีรายได้ถึงเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งดีกว่า ทำนาหลายเท่าตัว เพราะใช้พื้นที่แค่ 1 งาน แรงงานแค่ 2 คน ไม่ต้องฉีดยา ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องรบกับโรคเพลี้ยกระโดด และราคาข้าวที่ไม่แน่นอน
ดังนั้นปีนี้จึงขอประกาศเลิกทำนา 1 ปี ด้วยเหตุผลดังกล่าว และอยากเชิญชวนเพื่อนชาวนาด้วยกัน ให้เปลี่ยนวิธีคิดอย่ามัวแต่รอฝน หรือ แห่นางแมว เพื่อขอน้ำทำนา เพราะปีนี้ฝนมาช้าถึง 3 เดือน ถ้าได้ฝนแต่เจออากาศหนาวข้าว ก็จะไม่ออกรวง สุดท้ายก็ต้องขาดทุน สู้หันมาปลูกพืชอย่างอื่นทดแทนการปลูกข้าวเหมือนตนเอง ดูจะมีรายได้ และมีอนาคตที่สดใสกว่าการทำนา โดยยืนยันว่า คิดเป็นลงมือทำรวยก่อนใคร(สำนักข่าว INN 29072553)