รัฐรื้อเคาะราคาอ้างอิงข้าวทุก7วัน ผู้ส่งออกเสนอดึงข้าวออกตลาด 1-2 ล้านตันดันราคา(10 มี.ค.53)
รัฐปรับการประกาศราคาอ้างอิงข้าวจากทุก 15 วันเหลือทุก 7 วัน แก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ หวังสะท้อนราคาให้ชาวนาขายได้มากที่สุด พร้อมให้สื่อรัฐกระพือข่าวให้ทั่วถึง ด้านผู้ส่งออกเสนอดึงข้าวออกจากตลาด 1-2 ล้านตันเพื่อดันราคา
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ปัญหาราคาข้าวเปลือกปทุมธานีตกต่ำ โดยอนุมัติให้ปรับการประกาศเกณฑ์กลางราคาอ้างอิงจากทุก 15 วันเป็นทุกๆ 7 วัน โดยให้ประกาศทุกวันจันทร์ของสัปดาห์ เพื่อให้ราคาที่ประกาศสะท้อนและใกล้เคียงกับราคาที่เกษตรกรขายได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอให้มีการประกาศเกณฑ์ราคาข้าวเปลือกอ้างอิงทุกๆ 7 วันตลอดไปทุกชนิด พร้อมกันนั้น นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เสนอในครม.โดยขอให้กรมประชาสัมพันธ์ใช้สื่อของรัฐที่มีอยู่ทั้งทีวีและวิทยุในการประกาศเกณฑ์กลางอ้างอิงข้าวให้เกษตรกรได้รับทราบทั่วกัน
นายวัชระ กล่าวว่า ครม.ยังเห็นชอบให้ผ่อนผันการประกาศเกณฑ์กลางราคาอ้างอิงช่วงวันที่ 1-15 มีนาคม 2553 เป็นเกณฑ์กลางอ้างอิงช่วงวันที่ 1-7 มีนาคม 2553 โดยราคาข้าวเปลือกเจ้า 8,718 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี 10,741 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเหนียว 10,525 บาทต่อตัน โดยจะชดเชยส่วนข้าวเปลือกเจ้า 1,282 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกปทุมธานี 259 บาทต่อตัน และครม.เร่งรัดให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดจุดรับซื้อเพิ่มเติม
นายสมพงษ์ กิตติเรียงลาภ ประธานบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด กล่าวว่า ในการหารือกับนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการยกประเด็นการแก้ปัญหาข้าวราคาตกต่ำขึ้นหารือ โดยตนได้เสนอว่ารัฐควรเร่งดึงข้าวจำนวน 1-2 ล้านตันออกจากตลาด หากดำเนินการได้เชื่อว่าราคาข้าวจะกลับเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ส่งออกมีศักยภาพที่จะซื้อข้าวจากตลาดขณะนี้ได้ปริมาณรวมสูงสุด 1-2 ล้านตัน เพราะปัจจุบันมีการเฉลี่ยรับซื้ออยู่แล้วเกือบแสนตันต่อวัน หากรัฐมีข้อเสนอที่น่าสนใจ ผู้ส่งออกก็สามารถจะเร่งซื้อในปริมาณที่มากขึ้นในราคาตลาด แม้จะต้องนำข้าวมาเก็บรักษาไว้ก่อน เพราะช่วงนี้ตลาดชะลอคำสั่งซื้อ จากสาเหตุข้าวไทยสูงกว่าเวียดนาม และไทยมีสต็อกเกือบ 6 ล้านตัน
"ผมก็แจ้งท่านรองนายกฯ ไปว่าภาวะตลาดขณะนี้ เป็นการซื้อตามราคาถ้าราคาต่ำก็ซื้อ ซึ่งตอนนี้ตลาดเชื่อว่าราคาจะต่ำไปอีก หากรัฐออกมาประกาศไม่ขายข้าวในสต็อกแน่นอนและให้ผู้ส่งออกไปเร่งซื้อข้าวใหม่ ที่กำลังจะออกมา 1-2 ล้านตัน เชื่อว่าราคาข้าวจะปรับเพิ่มขึ้นทันที เเต่จะให้ผู้ส่งออกเร่งซื้อข้าวมาเก็บเสี่ยงกับการขาดทุน รัฐต้องมีข้อเสนอแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ โดยให้ค่าปรับปรุงสภาพในอัตราสูงหากรัฐขายข้าวจีทูจีได้ ให้ผู้ส่งออกที่ช่วยรัฐซื้อข้าวมากก็ได้มากตามสัดส่วน" นายสมพงษ์ กล่าว
(คมชัดลึก 10032553)
ร่นเกณฑ์อ้างอิง ราคาข้าว7วัน ถกโรงสีรับซื้อ(10 มี.ค.53)
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติให้คงนโยบายประกันรายได้เกษตรกรเอาไว้ทั้งเรื่องของวงเงินประกันตันละ 10,000 บาท ปริมาณโควตาครัวเรือนละ 25 ตัน ส่วนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา กขช.มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาหามาตรการเยียวยาต่อไป
ขณะเดียวกัน กขช.ได้ให้กระทรวงพาณิชย์ไปหารือกับโรงสีเพื่อหามาตรการสร้างแรงจูงใจให้กับโรงสีให้กลับมาซื้อข้าวในโครงการที่รัฐบาลเปิดจุดรับซื้อให้มากขึ้น เช่น การเพิ่มค่ารับฝากข้าวจากตันละ 55 บาท เป็นต้น โดยจะหารือในวันที่ 10 มี.ค.นี้ โดยปัจจุบันรัฐบาลได้รับซื้อข้าวแล้วจำนวน 1,200-1,300 ตัน
นางพรทิวา กล่าวว่า กขช.ยังมีมติให้ปรับลดระยะเวลาการประกาศราคาอ้างอิงข้าวจากเดิมทุก 15 วัน เป็นทุก 7 วัน เพื่อให้ราคาอ้างอิงใกล้เคียงกับราคาตลาดจริงในช่วงเวลานั้นๆ อีกด้วย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับในที่ประชุมในเรื่องของการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกรณีมีคนปล่อยข่าวการระบายข้าวของรัฐ ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มี.ค. มีข่าวว่าออกมาว่ารัฐบาลจะเปิดระบายข้าวอีก 2 ล้านตัน ทำให้ราคาข้าวปั่นป่วน จึงกำชับกับคณะกรรมการตรวจสอบที่มีนายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ให้เร่งสรุปโดยเร็วที่สุด.(ไทยโพสต์ 10032553)
เผยความสำเร็จวิจัยข้าว เพิ่มค่าได้ปีละ 3 หมื่นล้าน(10 มี.ค.53)
นางสำลี บุญญาวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าว โดยสำนักวิจัยและพัฒนาข้าวได้ศึกษาแนวทางการเพิ่มผลผลิตข้าว ตามเขตศักยภาพของพื้นที่ปลูกข้าว ทั่วประเทศ ด้วยการสำรวจดินนาที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกข้าวระดับต่าง ๆ ของแต่ละจังหวัด แล้วใช้เทคโนโลยีการใส่ปุ๋ยและการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยการใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำและตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตของจังหวัดในภาคต่าง ๆ รวม 60 จังหวัดทั่วประเทศ ผลการดำเนินการเป็นที่น่าพึงพอใจมากเพราะสามารถยกระดับผลผลิตข้าวให้สูงขึ้นและส่งผลให้เพิ่มมูลค่าของผลผลิตข้าวด้วย
สำหรับจังหวัดที่สามารถยกระดับ ผลผลิตข้าวให้สูงขึ้น เช่น จังหวัดนครนายก สามารถยกระดับผลผลิตข้าวให้สูงขึ้นประมาณร้อยละ 37 ส่งผลให้สามารถ เพิ่มผลผลิตข้าวของจังหวัดนี้ได้ฤดูละ ประมาณ 700 ล้านบาท จังหวัดยโสธรสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้สูงสุดร้อยละ 50 จังหวัดแพร่สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยได้ปีละประมาณ 30 ล้านบาท และจังหวัดนครศรีธรรมราชสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าข้าวได้ฤดูละประมาณ 450 ล้านบาท ดังนั้นในภาพรวมของประเทศ หากเกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวตามศักยภาพของดินดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศมีมูลค่าสินค้าข้าวเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 30,000 ล้านบาท.(เดลินิวส์ 10032553)
ชาวนาสุพรรณชัยนาทปิดถนนเรียกร้องราคาข้าว(10 มี.ค.53)
ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ได้มีชาวนาจังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดชัยนาท ประมาณ 2,000 คน รวมตัวกันปิดถนน ทั้งขาเข้าและขาออกเส้น 340 สุพรรณบุรี-ชัยนาท บริเวณสีแยกบ้านปากน้ำ หมู่ 4 ต.ปากน้ำ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี โดยมีการนำรถอีแต๋น ปิดถนนทั้งขาเข้าและขาออก และตั้งเวทีปราศรัย โดยมีแกนนำผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยบนเวที
นายมนุษย์ กลิ่นน้ำหอม 1 ในแกนนำ กล่าวว่า ม๊อบชาวนาที่มาทั้งหมดนี้เป็นชาวนาที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่ได้มีการเมืองหนุนหลัง สิ่งที่อยากจะเรียกร้องจากรัฐบาลก็คือ 1.ให้ชดเชยราคาข้าวที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่เดือน พ.ย.จนถึงปัจจุบันผลต่างคือ 813 บาท 2.ผลผลิตในรอบปัจจุบันต้องไม่ต่ำกว่าข้าวสดความชื้น 25-30 เปอร์เซนต์ ราคา 10,000 บาท ให้มีผลที่ชาวนาขายไปก่อนหน้านี้ซึ่งไม่ถึง 10,000 บาท ให้รัฐบาลจ่ายค่าชดเชยให้ 1,500 บาท และเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วจะต้องได้ทุกคน
จนกระทั่งเวลา 13.00 น. นายประภัตร โพธสุธน อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย และอดีต รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวันชัย โอสุคนธ์ทิพย์ ริอง ผวจ.ได้เดินทางมารรับเรื่องร้องเรียนและนำเสนอที่ประชุม ครม.วันเดียวกัน และได้รับแจ้งจากที่ประชุม ครม.ว่าจะแจ้งให้ทราบในเวลา 15.00 น. (วันนี้) ทำใกลุ่มชาวนายังปักหลักรอเวลาต่อไป(ความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบ)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เงินช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วมที่เกษตรกร อ.เดิมบางนางบวช ยังไม่ได้รับ จำนวน 491 ราย เป็นเงินจำนวน 4 ล้านเศษ ขณะนี้ได้มีคำสั่งอนุมัติมาแล้วว่าให้ไปรับได้ในวันที่ 11 มี.ค.53 ที่ ธ.ก.ส.สาขาเดิมบางนางบวช(เดอะเนชั่น 09032553)
กรมการข้าวชนคลังเดินหน้าตั้งกองทุนชาวนา(10 มี.ค.53)
นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการนำเสนอร่างพ.ร.บ.กองทุนสวัสดิการชาวนาว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติให้กรมการข้าวทบทวนรายละเอียดของกองทุน เพราะเกรงว่าจะซ้ำซ้อนกับกองทุนการออมแห่งชาติ ที่อยู่ระหว่างการจัดทำโดยกระทรวงการคลัง แต่กรมการข้าวขอยืนยันร่างกองทุนฉบับเดิม เนื่องจากเห็นว่ามีความแตกต่างกันโดยได้จัดทำรายละเอียดเสนอไปยังนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์แล้ว เพื่อนำเสนอ กขช.ต่อไป
โดยจากการคำนวณคร่าวๆ คาดว่าชาวนาจะได้รับบำนาญเฉลี่ย 2,250 บาท/เดือน หากเป็นสมาชิกครบ 15 ปี ขณะที่กองทุนการออมแห่งชาติมุ่งช่วยเหลือบุคคลทั่วไป ไม่จำกัดว่ามีรายได้หรืออาชีพที่แน่นอนหรือไม่ คาดว่าผู้ออมจะได้รับบำนาญประมาณ 1,750 บาท/เดือน และกองทุนสวัสดิการชาวนาสมาชิกส่งเงินสะสม 3% (1 ส่วน) ของรายได้จากการขายข้าวเปลือกแต่ละปีเฉลี่ย 2,880 บาท/ปี ปีละ 1 ครั้ง โดยรัฐบาลจะออกเงินสมทบให้ 6% (2 ส่วน) ขณะที่กองทุนการออมแห่งชาติผู้ออมจ่ายสะสมขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท หรือจ่ายสะสมเพิ่มเติมได้อีกเดือนละ 100-1,000 บาท ขณะที่รัฐบาลจ่ายสมทบตามอายุผู้ออมในอัตราที่แตกต่างกัน ส่วนสิทธิประโยชน์ กองทุนสวัสดิการชาวนา ผู้รับสิทธิประโยชน์ต้องอายุ 65 ปี และเป็นสมาชิกครบ 15 ปีจะได้รับบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต แต่หากเป็นสมาชิกไม่ครบอายุ ตายหรือทุพพลภาพได้รับบำเหน็จครั้งเดียว ส่วนกองทุนการออมแห่งชาติอายุครบ 60 ปีได้รับบำนาญตลอดอายุและคืนเงินให้กับผู้รับประโยชน์หากตายก่อน 8 ปี(ข่าวสด 09032553)